รถดำนา พันธุ์ข้าว รูปแบบการทำนา ดูแล เก็บเกี่ยวข้าว และวิถีชีวิต

  13 ตุลาคม 2559 21:44    บทความทั่วไป    www.บึงกาฬ.com    อ่าน 750  

รถไถนา

รถดำนา

 

รถดำนา จะมีลักษณะอย่างไร และ รถดำนา จะนำต้นกล้าเหล่านี้ลงปลูกในแปลงนาได้ด้วยวิธีใด จะไม่เกิดโศกนาฏกรรม “หักคอกล้า” ดั่งเช่นเมื่อครั้งกระผมฝึกหัดดำนาใหม่ๆ หรือ? รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนทำนา (สายเลือด) ฉุดกระชากลากดึงให้ลุกขึ้นมาเขียนบทความนี้โดยสำนึก…

 

วิถีชีวิตชาวนา และครอบครัว

 

เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2527 หรือ นานกว่านั้น รถดำนา ไม่ได้มีความจำเป็นต่อการทำนาเลย…เพราะชาวนาใช้ แอก คราด ไถ ที่ทำจากรากไม้ในท้องไร่ปลายนา อาศัยกำลังหลัก คือ เจ้าทุยลากจูง ระยะเวลาการไถดะ ไถแปร จึงแปรผันตรงกับ อารมณ์ของเจ้าทุยล้วนๆ ไม่แปลกอะไรที่ชาวนาจะใช้ รถดำนา 4 ขา ทำนานานหลายเดือน

 

บ้าน นา และสวน

 

ปัจจัยที่เอื้อที่ทำให้ชาวนาจะต้องทำนาด้วยรูปแบบนั้น คือ ไม่มีภารกิจ ฤ การแสวงหารายได้ในช่องทางอื่นๆ การสร้างรายได้ของชาวนาจะวกเวียนอยู่กับ 3 พื้นที่ ได้แก่ ที่อยู่อาศัย ทุ่งนา และสวน (สวนมันสำปะหลัง เป็นส่วนใหญ่) โดยเวลาส่วนใหญ่จะใช้เพื่อทำนา และเก็บเกี่ยวผลผลิต สิ่งที่กระผมคิดว่าเป็นความฉลาดของผู้ปกครอง คือ การนำกระติ๊บข้าวที่มีข้าวทั้งหมดมาไว้ที่ทุ่งนา ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน ลูกๆ ส่วนใหญ่มักจะหิวข้าว เนื่องจากเรียนหนังสือหนัก เด็กน้อยเหล่านั้นคาดหวังว่าจะได้กินอาหารอร่อยๆ แน่นอน…จะต้องอยู่บนเถียงนา เป็นแน่แท้ (กลยุทธ์นี้เองที่ช่วยให้ผู้ปกครองไม่ต้องห่วงลูก สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่)

 

ทุ่งนา เมื่อ 30 ปีก่อน

 

ไม่ว่าจะเดินไปในทิศทางใด ก็ล้วนเจอวัตถุดิบในการประกอบอาหารอีสาน อาทิ เห็ดนานาชนิด หอยที่ฝังตัวรอฝนบนคันนา ปลาที่กำลังตะเกือกตะกายพร้อมกับสายฝนเพื่อหาแหล่งน้ำแห่งใหม่ ผักที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ผักแว่น ผักพราย เป็นต้น ความสมดุลทางธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งอากาศที่สุดแสนจะบริสุทธ์ ลมพัดเย็นสบายทั้งวัน ผมมักจะสะพายย่ามเบี่ยงด้านขวาข้างในใส่หนังสือเรียน เพื่อเป็นข้ออ้างว่า…หนูไปอ่านหนังสือที่เถียงนา นะแม่…

 

ทุ่งนา ปี 2014

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลจากกรมอุทกศาสตร์ คือ ปริมาณฝนที่่น้อยลงเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากเมื่อ 30 ปีก่อน ใกล้จะถึงช่วงลงนา (ทำนา) ฝนจะตกกระหน่ำอย่างหนักจนปริมาณน้ำเต็มลำห้วย ชาวนาก็จะสามารถสูบน้ำขึ้นไปยังพื้นที่ที่จะหว่านกล้าข้าว เพื่อเตรียมทำนาเพิ่มเติมไม่มากนัก เมื่อถึงขวบกล้า ก็จะถึงเวลาในการดำนา ฝนฟ้าก็จะตกเป็นฝอยละอองต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนนานเป็นสัปดาห์ หรือหลายสัปดาห์…(ชาวนาในอดีตไม่ค่อยโดนแดด ในขณะที่ชาวนาปัจจุบันไม่ค่อยโดนฝน) ว่าง่ายๆ ชัดๆ คือ สภาพฝนฟ้า อากาศในปัจจุบันไม่เหมาะกับรูปแบบการทำนาแบบเดิมๆ ในอดีต…

 

โชคดีที่เรามีพันธุ์ข้าว 2 ชนิด

 

1. พันธุ์ข้าวที่ไม่ไวต่อแสง แต่ตอบสนองต่อปุ๋ยได้ดี นั่นหมายความว่าสามารถทำนาได้ตลอด ขอแค่มีน้ำที่เพียงพอ เรียกว่า นาปรัง ผมเข้าใจว่าเป็น การทำนา 4 เดือน (3ครั้ง/ปี) ถ้าจะให้เห็นภาพชัด…เพื่อนๆ ลองขับรถเล่นไปแถวภาคเหนือตอนใต้ หรือ ภาคกลางตอนบน ยกตัวอย่าง กระผมเคยเรียนมหาวิทยาลัยที่จังหวัดพิษณุโลก รูปแบบการทำนาที่นั่นจะเป็น การไถดะ ไถแปร ไถคราด (คล้ายๆ ก่อนที่เราจะหว่านกล้าในภาคอีสาน) ส่วนใหญ่เป็นนาหว่าน

 

2. พันธุ์ข้าวที่มีความไวต่อแสง ตอบสนองต่อปุ๋ยไม่ดี จึงจะต้องใช้เวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตนานกว่าพันธุ์ที่ไม่ไวต่อ ภายใต้การมีน้ำ และปุ๋ยที่เพียงพอ เรียกว่า นาปี (มักจะเริ่มทำนาในช่วงเดือน มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม) ของทุกปี การทำนารูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอีสาน และเป็นนาดำ

 

รูปแบบการทำนา (แยกตามวิธีการปลูกข้าว)ได้แก่

 

ทุกรูปแบบต่อไปนี้จะต้องมีการ ไถดะ ไถแปร และไถคราด ยกเว้น การทำนาหว่าน แบบดินแห้ง (ในพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้)

 

1. การทำนาด้วยวิธีการหว่านเมล็ดข้าว เรียกว่า นาหว่าน ตามที่ผมเข้าใจสามารถแยกเป็น 2 แบบ คือ หว่านข้าวในนาเปียก และหว่านข้าวในนาแห้ง ที่นิยมมักจะเป็นแบบหว่านข้าวในนาเปียก ส่วนรูปแบบการหว่านข้าวในนาแห้งใช้ในพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้

 

2. การทำนาด้วยวิธีการหยอดเมล็ดข้าวลงไปในหลุม เรียกว่า นาหยอด ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่ก้ำกึ่ง จะเป็นที่นาก็ไม่ใช่ ที่สวนก็ไม่เชิง หรือ หยอดเมล็ดข้าวในที่สวนไปเลย…

 

3. การทำนาด้วยวิธีการเพาะกล้า หรือ ตกกล้า (ภาษาอีสาน) วิธีการปักดำ มี 3 วิธี ได้แก่ ใช้ชาวนาตัวเป็นๆ ปักดำ และใช้รถดำนา ที่เพิ่มเข้ามาในการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง คือ การโยนกล้าที่เพาะไว้ลงในแปลงนา ตามระยะห่างที่พอดี

 

การทำนาทั้ง 3 รูปแบบ มีความแตกต่างกันด้านผลผลิต และการดูแล หากมองเรื่องปริมาณข้าวที่ได้ ก็ควรเลือกรูปแบบที่ 1 (ชลประทานเพียงพอ) แต่ถ้าหากมองในด้านคุณภาพของข้าวสำหรับบริโภคในครัวเรือนแล้ว ก็ควรเลือกรูปแบบที่ 3 เป็นต้น

 

ยุคก่อน รถดำนา

 

เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อก่อนเราใช้วัว ใช้ควาย ตามาติดๆ ด้วยใช้รถไถนาเดินตาม และล่าสุดเราใช้รถไถชนิดนั่งขับไถนา และปรับพื้นที่ให้ได้ระดับเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการเลี้ยว การใช้ รถดำนา และการใช้รถเกี่ยวข้าว ตามลำดับ

 

การดูแล ต้นข้าว

 

ตอนเด็กๆ ผมสังเกตว่า พ่อจะทำการสำรวจทุ่งนาทุกเช้า ใส่ปุ๋ยบ้างล่ะ ตัดหญ้าคันนา ที่สำคัญคือการดูแลปริมาณน้ำในนา ไม่ให้มาก หรือน้อยจนเกินไป เช่น ช่วงเวลาที่จะใส่ปุ๋ย ก็จะลดระดับน้ำลงให้น้อยที่สุด หลังจากนั้นก็จะปรับระดับน้ำตามเดิมเพื่อลดปริมาณวัชพืชในนา นั่นเอง

 

การเก็บเกี่ยว

 

ในอดีต จะมีการเกี่ยวแบบลงแขก (ญาติ พี่น้อง ผู้คนจำนวนมากมาร่วมด้วยช่วยกันเก็บเกี่ยว) การให้ผู้รับเหมาเก็บเกี่ยวให้ทั้งหมด การเก็บเกี่ยวเอง และการใช้รถเกี่ยวข้าว

 

ลานข้าว

 

ในอดีต จะตัดตอซังข้าวออกให้เห็นผิวดิน แล้วใช้มูลควายผสมน้ำแล้วลาดลงบนพื้นดิน ปล่อยไว้ให้แห้ง ก็จะได้ลานข้าว ปัจจุบันใช้ใช้ตาข่ายสีฟ้า ง่าย เคลื่อนย้ายสะดวกแทน

 

สรุปทิ้งท้าย… การใช้ รถดำนา หากมองเรื่องประสิทธิภาพในการทำนาแล้ว ย่อมเปรียบเทียบกันไม่ได้กับการใช้แรงงานมนุษย์ แต่ถ้าหากการกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังไถพรวน ไถแปร การใช้ รถดำนา ก็ถือได้ว่าเข้ามาช่วยลดอาการปวดหลังของชาวนาได้ดีพอสมควร ท้ายที่สุดเราคงจะต้องพิจารณาเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวนายุคใหม่ จากเดิม “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” คงจะกลายเป็น “หลังขนานฟ้า หน้าสู้ดิน” เสียกระมัง…

บทความ
อสม. บทบาท หน้าที่ ประวัติ ความเป็นมา อาสาสมัครสาธารณสุข
อสม. บทบาท หน้าที่ ประวัติ ความเป็นมา อาสาสมัครสาธารณสุข

  อสม.    อาสา สามัคคี มีวินัย อุดมการณ์ ของเหล่า อสม. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขทั่วทั้งประเทศเปล่งพลังดั่งเช่น สีแดง แทนความหมายว่า เสียสละ และสีน้ำเงิน แทนความหมายว่า อดทน ขับเคลื่อนกลไกสุขภาพด้วยเครือข่ายสุขภาพ ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ เมื่อ อสม. เกิดขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไปของงานสาธารณสุขมูลฐาน   ในทศวรรษที่ 4 แสงประกายที่สะท้อนจากแววตาเหล่า อสม. ทุกท่าน ล้วนแล้วยังเปี่ยมด้วยแรงศรัทธา มุ่งมั่นสานงานจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง (ดังจะเห็นได้จากโลโก้ขวามือ ที่สื่อความหมายว่า งานสาธารณสุขมู ...

ชาวนา เทคนิคหมุนเวียน ประเมินมูลค่า สู่วิถีชีวิตเงินล้านในอนาคต
ชาวนา เทคนิคหมุนเวียน ประเมินมูลค่า สู่วิถีชีวิตเงินล้านในอนาคต

ชาวนา   “กลิ่นไออันอบอุ่นในวิถีของ ชาวนา กลิ่นของขี้วัวขี้ควายที่หมักตอฟางข้าวและฝนใหม่จนได้ที่…นับวันจะเลือนลางหายไปวันแล้ววันเล่า ทว่า สายเลือดลูกชาวนาจะเข้มข้นสักปานใด ก็ไม่อาจต้านทานภัยแล้ง ที่คืบคลานเข้ามาทุกขณะ เหลียวหน้าแลหลัง…มันช่างมืดมนเหลือเกิน ชาวนา กระดูกสันหลังของชาติ”   20 ปีก่อน วิถีลูกชาวนา   สิ่งที่อยากจะบอกกับทุกท่านก่อนที่จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตชาวนา คือ…ผมเป็นลูกชาวนาตั้งแต่กำเนิด ทำนาช่วยพ่อจนกระทั่งทำนาแทนพ่อได้ (เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางไปเสี่ยงโชคที่ต่างแดน) ...

ปั่นเพื่อแม่ BIKE FOR MOM แม่อยู่เหงาๆ เดี่ยวเดียวดาย
ปั่นเพื่อแม่ BIKE FOR MOM แม่อยู่เหงาๆ เดี่ยวเดียวดาย

ปั่นเพื่อแม่ Bike for MOM   ช่วงเย็นวันที่ 5 สิงหาคม 2558 ฝนตกหนัก ฟ้าร้องกระหน่ำ ต่อเนื่องยาวนานเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 นี่คือความสุขที่เราต่างตั้งหน้าตั้งตารอด้วยความหวังตั้งแต่หลังเทศกาลสงกรานต์จริงไหม? ครับ ความฉ่ำเย็นดังกล่าวนำพารอยยิ้ม กำลังใจ และความหวังส่งมอบให้พ่อกับแม่ทางบ้านที่นั่งเอาใจช่วยให้ข้าวที่หยอดหลุมไว้ในท้องนาพ้นร้อน ผ่านแล้ง…ไปตลอดลอดฝั่ง ในขณะที่มุมหนึ่งในเมืองกรุงฯ พนักงาน Office ก็กำลังอินว่าตนเป็นนางเอกมิวสิควิดีโอ ยืนมองท้องฟ้า สายฝน บริเวณกระจกหน้าต่างบานใหญ่ กระนั้น   ผมเองก็ไม่ได้แตกต่างจากผู้คนเหล่านั้นมากนัก ที่ยังคงก้าว ...


อ่านทั้งหมด ..
ขึ้นด้านบน