ภูลังกา บึงกาฬ พิกัดวัดถ้ำพวงมุ่งสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

  16 ตุลาคม 2559 14:33    ที่เที่ยว    www.บึงกาฬ.com    อ่าน 4697  

ภูกองข้าว

 

พระธาตุกองข้าว…ภาพติดตาของผมเมื่อกล่าวถึง

 

ภูลังกา บึงกาฬ

 

หลายท่านสงสัยว่าภูลังกาอยู่ในพื้นที่ไหนกันแน่…เท่าที่สอบถามพระอาจารย์ที่จำพรรษาอยู่บนภูลังกา ท่านเล่าให้ฟังว่า ภูลังกาจะแบ่งจุดสำคัญๆ ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือ พิกัดพระธาตุกองข้าว (จุดนี้จะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เพราะมีบรรไดขึ้นค่อนข้างสะดวก แต่ต้องเผชิญกับแสงแดดที่ร้อนระอุ) ส่วนที่ 2 คือ ตลอดแนว ภูลังกา บึงกาฬ ที่ขนาบพื้นที่ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ (จุดนี้สามารถขึ้นได้หลายเส้นทาง อาทิ วัดถ้ำพระขาว วัดพระธาตุภูลังกา วัดถ้ำพวง ฯลฯ)

 

ถ้ำพวง

 

วันนี้…ผมใช้เส้นทางวัดถ้ำพวง…ทยานขึ้นสู่ ภูลังกา บึงกาฬ  ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มงคลชีวิตด้วยแรงศรัทธาที่เต็มเปี่ยม…บริเวณวัดถ้ำพวงร่มรื่นด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ โขดหินสลับซับซ้อน แนบติดกับภูลังกา เส้นทางสู่วัดแห่งนี้ทุกท่านไม่ต้องตกใจ เพราะจะวิ่งผ่านสวนยางพาราของชาวบ้านพอสมควร สภาพถนนเป็นทางลูกรัง (สามารถเดินทางได้ดีในฤดูแล้ง และฤดูหนาว) นอกจากนั้นวัดแห่งนี้ยังมีพระธาตุกองข้าวจำลองอีกด้วย

 

ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด หลังสอบถามชาวบ้านว่าใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะถึงหลัง ภูลังกา บึงกาฬ …โดยปกติชาวบ้านที่นี่จะใช้เวลาเพียง 30 นาที จะถึงหลังภูลูกแรก (เอาเข้าจริงๆ ผมใช้เวลาประมาณ 50 นาที พักหายใจ 5 ครั้ง) เนื่องจากเส้นทางการขึ้นภูลังกา ณ วัดถ้ำพวงแห่งนี้ มีความสูงชันพอสมควร ต้องใช้ความระมัดระวังควบคู่ไปกับสมาธิเสมอๆ มีบรรไดเหล็กสลับกับช่องทางดินหินตามสภาพทางธรรมชาติ ความน่าสนใจของเส้นทางนี้ คือ มีร่มเงาของต้นไม้ป่า และคำสอนช่วยเตือนสติตลอดเส้นทาง ทำให้ลดความเหนื่อยล้าของเราได้ดีพอสมควร…

 

เมื่อถึงหลังภูลังกา จะต้องเดินลัดเลาะตามเส้นทางแนวป่าไผ่ ป่าไม้ธรรมชาติ สักพักก็จะถึงลานกว้าง…เมื่อเดินทางมาถึงจุดนี้เชื่อได้ว่า ทุกท่านเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว สามารถกางแขนรับลมเย็นๆ ได้ตามสะดวก และสามารถมองเห็นภูกองข้าวสีทองอร่ามอีกฝั่งฟาก

 

ถ้ำพวง

 

ช่่วงก่อนเดินทางต่อเราก็มีเวลาเก็บภาพพันธุ์ไม้ป่านานาได้อย่างเต็มที่ (โดยส่วนตัวแล้ว…ผมถ่ายภาพตอนกลับ) เมื่อหายเหนื่อยแล้ว…เดินทางต่อขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เพื่อมุ่งหน้าสู่เจดีหลวงปู่วัง และเจดีย์หลวงปู่เสาร์

 

เดินสักพักใหญ่…จะเจอกุฎิพระอาจารย์ หรือจะเรียกว่าถ้ำก็คงไม่ผิดนัก บริเวณกุฎิแห่งนี้เย็นเงียบสงัด มองเผินๆ คล้ายกับวัดวาทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่างคือ สถาปัตยกรรมที่ไม่ได้ใช้เหล็ก หิน ปูนอะไรมากมายนัก (เสาของกุฎิที่่เติมแต่งรับมุมกับหลืบถ้ำใช้ไม้ไผ่โอบด้วยดิน) หัวใจสำคัญของความอยู่รอดของพระสงฆ์ที่นี่ คือ น้ำ ถึงแม้จะมีภาชนะรองน้ำระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องสร้างแหล่งรับน้ำสำรอง คือ ขุดเจาะบริเวณโขดหินเพื่อรับน้ำระบบหยด พระอาจารย์บอกว่า…ถ้าฝนจะตกน้ำจะหยุด ถ้าฝนไม่ตกน้ำก็จะหยดไปเรื่อยๆ

 

ถ้ำพวง

 

ระหว่างนี้ก็นั่งสนทนาธรรม พรางดื่มน้ำเพื่อดับกระหาย…วันนี้ผมโชคดีมาก นอกจากพระอาจารย์จะให้แก่นสาระทางธรรมะแล้ว ยังอาสานำทางสู่เจดีย์หลวงปู่วัง และเจดีย์หลวงปู่เสาร์ สิ่งที่ใช้เป็นตัวชี้วัดแรงศรัทธา คือ ภูลังกาทั้ง 2 ลูกที่เราก้าวเดินผ่านมานั่นเอง

 

เมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดของ ภูลังกา บึงกาฬ

 

…เราจะได้เจอะพระเจดีย์บรรจุอัฐิของครูบาวังเป็นอันดับแรก ทำให้นึกถึงเรื่องราวการเจริญภาวนาขั้นอุกฤษฏ์ของครูบาวัง ที่เล่าลือกันทั่วไปในหมู่พวกสหธรรมิกด้วยกัน กล่าวคือ ครูบาวังชอบไปนั่งบำเพ็ญเพียรที่ชะง่อนผาอันสูงลิบลิ่วบนยอดภูลังกา (ชะง่อนกว้างประมาณ 2 ศอก) เวลานั่งถ้าหากเอียงซ้าย หรือเอียงขวานิดเดียวอาจร่วงลงไปในเหวลึก ด้วยเหตุที่ครูบาวังเป็นพระป่านักปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานศิษย์พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาเรื่อยมา โดยจัดงานพิธีพุทธาภิเษกรูปเหมือนครูบาวัง ฐิติสาโร และพิธีบวงสรวงสร้างบันไดขึ้นสู่ยอดภูลังกาเป็นปฐมฤกษ์ เพื่อให้ผู้มีจิตใฝ่ธรรม หรือสูงอายุทั้งหลายสามารถเดินขึ้นเขาไปกราบไหว้สักการะได้โดยสะดวกขึ้น (ผมสอบถามพระจารย์ที่นำทาง ทำกล่าวว่า…จุดวัดถ้ำพวง สถิติผู้ที่มีอายุสูงสุดที่ขึ้นมาสักการะพระเจดีย์พระอาจารย์วัง อยู่ที่ 70 ปี)

 

ภูลังกา

 

เมื่อสักการะพระเจดีย์พระอาจารย์วังแล้ว…เราได้เดินทางต่อไปที่บริเวณถ้ำครูบาวัง จะต้องเดินอ้อมภูลังกาไปอีกฝั่งฟากของเจดีย์ ระหว่างทางจะต้องใช้สมาธิ และสติตลอดเวลา เพราะมีเหลือบเขาสลับโขดหิน ไม่่นานนักจะเข้าสู่บริเวณถ้ำที่ต่อเติมทำเป็นระเบียงไม้ (อย่าลืมถอดรองเท้า หรือ ถือหากจำเป็นต้องเดินผ่าน) บริเวณถ้ำแห่งนี้สามารถบรรจุผู้แสวงบุญได้กว่า 200 คน บริเวณถ้ำมีผู้ที่ขึ้นมาคอยดูแล และทำความสะอาดไว้เป็นอย่างดี พระอาจารย์บอกว่า…บริเวณถ้ำครูบาวังแห่งนี้จะใช้สำหรับแสดงธรรม และเป็นพื้นที่ที่บรรจุผู้คนได้มากที่สุด รองจากหลังภูลังกา…พระอาจารย์ยังทิ้งปมให้ผมตามหาคำตอบ กับภาพถ่ายติดวิญญาณของพระนางรูปหนึ่งในภาพ…

 

ผมรู้สึกว่ากำลังเดินตามเข็มนาฬิกาวกวนเวียนกลับมาด้านล่างของพระเจดีย์พระอาจารย์วัง มีบ่อน้ำเล็กๆ แต่มีความลึกและความกว้างในเบื้องล่าง พระอาจารย์บอกว่าบ่อน้ำพระอินทร์แห่งนี้ไม่เคยเืหือดแห้ง เห็นไหมโยม..มีพญานาคตัวน้อยด้วย (คล้ายๆ งู คล้ายๆ ปลาไหล) ออกมาทักทาย

 

ระหว่างเส้้นทางผมสังเกตุเห็นพระส่วนใหญ่จะไม่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว อย่างน้อยจะมีพระนั่งซ้อนกันมากกว่า 3 องค์ พระอาจารย์บอกว่า…ไม่มีอะไรหรอกโยม มีคนขึ้นมาเจอเห็นท่านอยู่องค์เดียวก็เลยทำเพิ่มเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าผมกำลังเสพกลิ่นไอของความเพิ่มพูนตั้งแต่อย่างก้าวขึ้นสู่ภูแห่งนี้

 

ความเชื่ออีกอย่างที่สามารถมองเห็นได้ตลอดเส้นทางก็คือ การนำเศษหินมาเรียงต่อกัน ชาวบ้านเชื่อว่าจะอุดมด้วยความสุขสม อุดมสมบูรณ์ลาภ ยศ ทำนองเดียวกับการก่อเจดีย์ทรายในวัดนั่นแล

 

เราใช้เวลาเดินอย่างรวดเร็ว…อากาศร้อนมาก อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าปกติก็อาจเป็นได้ ถึงพระเจดีย์หลวงปู่เสาร์ตั้งตระหง่านอยู่่บริเวณหน้าผา สาเหตุที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าผาเข้าใจว่าต้องการให้อุบาสก อุบาสิกา ที่เดินทางผ่านภูลังกาแห่งนี้ได้มองเห็น และระลึกถึงบารมีแห่งความดีของหลวงปู่เสาร์

 

ภูลังกา บ้านแพง

 

ข้างพระเจดีย์มีพระพุทธรูป 2 องค์ องค์แรกเราไม่สามารถกราบด้านหน้าได้เลย…

อีกองค์เยื้องไปทางด้านหลังของกุฎิ สามารถกราบได้เพียงด้านข้าง….

การเดินทางขึ้นสู่ ภูลังกา บึงกาฬ แห่งนี้…

 

ไม่ใช่แค่การเดินป่า และความท้าทายอย่างที่ใครต่อใครเข้าใจ แต่ในความเป็นจริงกลับเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง สิ่งลึกลับหลายๆ อย่าง ผมตอบไม่ได้ว่าคืออะไร แต่สิ่งที่รู้แน่ๆ คือ การก้าวเดินไปอย่างมีสติ ความตั้งมั่นของจิตผู้ใฝ่กุศล เชื่อเหลือเกินว่า…ภูลังกา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนพระอรหันต์แห่งนี้…จะช่วยหนุนนำความสุข นำมาซึ่งสิริมงคลครั้งใหญ่ในชีวิตของทุกท่านเป็นแน่แท้

 

ติดตามอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม….กับการขึ้นสู่ภูลังกา ครั้งที่ 2 ณ จุด วัดถ้ำชัยมงคล อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ต่อได้ที่ลิงค์นี้นะครับ

บทความ
ล้านตำอร่อย โพนพิสัย ณ ปตท.โพนพิสัย ร้านอาหารแห่งใหม่
ล้านตำอร่อย โพนพิสัย ณ ปตท.โพนพิสัย ร้านอาหารแห่งใหม่

ล้านตำอร่อย โพนพิสัย   “สติ๊กเกอร์ Application Line สุขสดชื่น สมหวัง เด้งซ้ายเด้งขวาขึ้นตั้งแต่ 6 โมงเช้า ราวกับผู้ส่งตั้งโปรแกรมไว้ให้ส่งแบบอัตโนมัติ เย้ เย้ เย้ วันศุกร์หรรษาแล้วสินะ…หัวใจร้องกระโดดโลดเต้นหนูอยากกลับบ้านๆ เติมเต็มแรงบันดาลใจ”   วันศุกร์นี้ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ฤ แตกต่างจากทุกๆ ศุกร์ที่ผ่านมา ภาพการเคลื่อนย้ายตามวิถึชีวิตของคนทำงาน ทำงาน และก็ทำงาน ยังคงวนเวียน (บ้าน ที่ทำงาน บ้าน ที่ทำงาน) อยู่เช่นเดิมซ้ำๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่จรจากบ้านเกิด ครอบครัว อันอบอุ่น เพื่อหาเลี้ยงปากท้อง…ผ ...

ดอกกระเจียว อดีตที่ไร้ค่า สู่ มูลค่าส่งออกมหาศาล เป็นที่ต้องการ
ดอกกระเจียว อดีตที่ไร้ค่า สู่ มูลค่าส่งออกมหาศาล เป็นที่ต้องการ

ดอกกระเจียวบาน    ต้นเดือน มิถุนายน – สิงหาคม ของทุกปี สิ่งที่เราหวนคำนึง คือ ภาพหมอกจางๆ บดบังต้นยางนา แซม ดอกกระเจียวบาน สีชมพู สลับสีเขียวจากก้านใบสะพรั่งรับสายฝนปรอยๆ   ดอกกระเจียวบาน ในอดีต   ในช่วงประมาณปี พ.ศ.2534 ในระแวกจังหวัดหนองคาย (บึงกาฬ) ดอกกระเจียวบาน ถือได้ว่า สามารถหาได้ทั่วไปตามแนวคันนา โดย ดอกกระเจียวบาน ส่วนใหญ่กลีบดอกจะมีสีขาว เกสรสีเหลืองอ่อน และใบสีเขียว กลิ่นหอมฉุน (อันนี้ความรู้สึกของเด็กวัย 7 ขวบ ที่ยังไม่เคยลิ้มรส ดอกกระเจียวลวก กับน้ำพริก นะครับ) ในยุคนั้น…ดอกกระเจียว ถือได้ว่าเป็นอาหา ...

เจ้าแม่สองนาง และความเชื่อเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดในแม่น้ำ
เจ้าแม่สองนาง และความเชื่อเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดในแม่น้ำ

เจ้าแม่สองนาง บึงกาฬ   คนไทยกับความเชื่อที่สืบทอดเล่าขานต่อๆ กันมาที่เรียกว่าตำนานนั้น เป็นเรื่องราวดึกดำบรรพ์ ที่คนเชื่อก็เชื่อ และมักจะมีเรื่องราวบางอย่างที่ส่งเสริมให้ความเชื่อนั้นคงอยู่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็อาจมีบางกลุ่มที่ไม่เชื่อ แต่ก็นั่นแหละ เรื่องของความเชื่อ ศรัทธา ควรเป็นเรื่องที่งดเว้นการวิจารณ์ และให้อยู่ในดุลพินิจของแต่ละคน คนอื่นไม่ควรก้าวล่วงหรือละเมิดความเชื่อของคนอื่น เพื่อไม่ให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีอะไรผิด ตราบใดที่ไม่สร้างความเสียหายให้แก่สังคมโดยรวม เช่นเดียวกับเรื่องราวของเจ้าแม่สองนาง บึงกาฬ แห่งนี้

ภูสิงห์ บึงกาฬ หนึ่งในสี่ ภูเขาหินทราย โดนใจคนรักการเดินป่า
ภูสิงห์ บึงกาฬ หนึ่งในสี่ ภูเขาหินทราย โดนใจคนรักการเดินป่า

ภูสิงห์ บึงกาฬ   เข้าสู่เดือน 8 (นับเดือนแบบไทย) เปิดดูปฏิทินสากล…เหลืออีก 30 วันจะเข้าสู่ช่วงของการเข้าพรรษา …สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าผู้คนระแวกบ้านผมต่างพูดคุยกันเกี่ยวกับปริมาณน้ำฝนที่ตกสู่ผิวดิน ตั้งแต่หลังเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นมา…ใจความสำคัญที่ผมพอจับประเด็นได้ คือ ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ชาวบ้านคงจะต้องนำมือสองมือมาก่ายหน้าผาก ระหว่างคิดหาทางหนีทีไล่เพื่อเอาชนะสภาพความแห้งแล้งที่่ไล่หลังมาทุกขณะ (สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน ก็คือ วันก่อนพ่อกับแม่ไปหาปลาที่ลำน้ำปาว ทั้งๆ ที่เป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ไหลผ่านหลายจังหวัดยังแห้งขอดจนชาวบ้านสามารถลงทอดแหได้อย่างสบายใจ&he ...


อ่านทั้งหมด ..
ขึ้นด้านบน