OTOP หนองคาย 11 จุด สู่การพัฒนาศูนย์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

  15 ตุลาคม 2559 20:09    ที่เที่ยว    www.บึงกาฬ.com    อ่าน 1614  

OTOP หนองคาย

 

OTOP หนองคาย

 

หากกล่าวถึงเรื่องราวของ One Tambon One Product หรือ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้น คือ รู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย คาดหวังเอกลักษณ์ และราคาถูก อยู่ร่ำไป ในมุมมองของผมแล้วถือว่านี่คือ จุดแข็งของสินค้า OTOP เรามาดูกันว่า OTOP หนองคาย มีอะไรน่าสนใจบ้าง

 

1. สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย : เป็นจุดที่คอยให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย และการเดินทางผ่านพรมแดนประเทศไปยัง สปป.ลาว เวียดนาม ซึ่งจะมีข้อเสนอที่คุ้มค่า และน่าสนใจ โดยเฉพาะทริปท่องเที่ยวที่ท่านสามารถศึกษาข้อมูล สอบถาม และตกลงกันทางสมาคมได้ตามสะดวก แถมยังเป็นจุดประสานรถตู้นำเที่ยวไปในตัวอีกด้วย

 

2.TAT ข้อมูลการเดินทาง ท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว และแผนที่ : เป็นจุดที่แผ่นพับนำเที่ยวจากทั่วประเทศมาเรียงรายไว้ แต่จะเน้นการแนะนำแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก อาหาร และสิ่งที่น่าสนใจในจังหวัดหนองคายเป็นส่วนใหญ่ มีแผนที่ขนาดใหญ่แสดงแลนมาร์คจุดท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดหนองคาย อุดรธานี และบึงกาฬ ท่านไหนที่ยังนึกไม่ออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก่อนดี…ลองมายืนมองแผนที่พร้อมๆ กับปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่คอยให้บริการอย่างละเอียดที่นี่ อ๋อ…ใช้บริการแล้วก็ขอความร่วมมือลงชื่อในทะเบียนด้วยจักขอบคุณยิ่ง

 

ผมยืนอ่านความเชื่อ และตำนาน บั้งไฟพญานาค อยู่จุดนี้นานพอสมควร  หยิบมาฝากกันดังนี้

 

คนไทยทางภาคอีสานจังหวัดที่อยู่ติดกับแม่น้ำโขงและคนลาว มีความเชื่อกันมานานแล้วว่า แม่น้ำโขง เกิดจากการเดินทางของนาคตนหนึ่งชื่อว่า ปู่เจ้าศรีสุทโธ นาคตนนี้เมื่อเลื้อยไปเจอภูผาหรือก้อนกินก็เลี้ยวหลบ ผิดกับนาคตนอื่นๆ ที่จะเลื้อยผ่าตรงไปเลย เส้นทางการเลื้อยของเจ้าศรีสุทโธจึงมีลักษณะคดเคี้ยวไปมา เรียกกันว่า ลำน้ำคด หรือลำน้ำโค้ง แล้วต่อมาเพี้ยนเป็น ลำน้ำโขง

 

ตำนานการเกิดบั้งไฟพญานาค

 

ครั้งเมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น พญาคันคาก ได้จุติอยู่ในครรภ์ของพระนางสีดา เมื่อเติบใหญ่ได้มาบำเพ็ญเพียรภาวนา จนพระอินทร์ชุบร่างให้เป็นชายหนุ่มรูปงาม พระอินทร์ได้ประธานนางอุดรกุรุตทวีปเป็นคู่ครอง พญาคันคากและนางอุดรกุรุตทวีป ได้ศึกษาธรรม และเทศนาสอนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ

 

มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายครั้นได้ฟังธรรมจากพระโพธิสัตว์คันคากก็เกิดความเลื่อมใส่ พญานาคซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ก่อกำเนิดเผ่าพันธุ์และบันดาลฝนแก่โลกมนุษย์ พญาแถนครั้งไม่ได้รับเครื่องบัดพลีจากมนุษย์และสรรพสัตว์ รวมทั้งเทวดาที่เคยเข้าเฝ้าเป็นประจำ ไปฟังธรรมกับพญาคันคากจนหมดสิ้น จึงบังเกิดความโกรธแค้นยิ่งนัก จึงสาปแช่งเหล่ามวลมนุษย์ไม่ให้มีฝนตกเป็นเวลาเจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน ทำให้เกิดความแห้งแล้งไปทุกหย่อมหญ้า เหล่ามวลมนุษย์จึงได้เข้าเฝ้าพระโพธิสัตว์ทูลถามและขอความช่วยเหลือ

 

พญาคันคากรู้ด้วยญาณจึงบอกมนุษย์ว่า เพราะพวกเจ้าไม่บูชาพญาแถน ท่านจึงพิโรธ พญานาคีผู้เป็นใหญ่ในเมืองบาดาลที่เข้าเฝ้าพระโพธิสัตว์คันคากอยู่ขณะนั้นได้รับฟังจึงยกทัพบุกสวรรค์โดยไม่ฟังคำทัดทานของพระโพธิสัตว์คันคาก แต่พญานาคีพ่ายแพ้กลับมาและบาดเจ็บสาหัสด้วยต้องอาวุธของพญาแถน พระโพธิสัตว์คันคากเกิดความสงสารด้วยเห็นว่า พญานาคีทำไปด้วยต้องการขจัดความทุกให้เหล่ามวลมนุษย์ จึงได้ให้พรแก่พญานาคีและเหล่าบริวาร

 

“ขอให้บาดแผลของเจ้าทั้งหายจงหายขาด กลายเป็นลวดลายงามดั่งเกล็ดมณีแก้ว หงอนจงใสเพริศแพร้วสีเงินยวง ความเจ็บปวดทั้งปวงจงหายเหือดไปจากเจ้า อันว่าตัวเจ้านั้นต่อแต่นี้ให้ศรีชื่น เป็นตัวแทนความเย็นแลนทีในเวินแก้ว…แท้นอ”

 

นับจากนั้นเป็นต้นมาพระพญานาคีได้ปวารณาตนเป็นข้าช่วงใช้พระโพธิสัตว์ไปทุกๆ ชาติ แต่ความแห้งแล้งยังคงอยู่กับเหล่ามวลมนุษย์ พระโพธิสัตว์คันคากจึงได้วางแผนบุกสวรรค์โดยให้พญาปลวกก่อจอมปลวกสู่เมืองสวรรค์ พญาแมงงอด แมงเงาเจ้าแห่งพิษ (แมงป่องช้าง) ให้จำแลงเกาติดเสื้อผ้าพญาแถน พญานาคีให้จำแลงเป็นตะขาบน้อยช่อนอยู่ในเกือกพญาแถน เมื่อองค์พระโพธิสัตว์คันคากให้สัญญาณจึงได้กัดต่อยปล่อยพิษ พญาแถนพ่าย ร้องบอกให้พระโพธิสัตว์คันคากปล่อยตนเสีย แต่พระโพธิสัตว์คันคากกลับบอกว่า ขอเพียงพญาแถนผู้เป็นใหญ่ให้พรสามประการ ก็จะมิทำประการใด

 

หนึ่ง : ให้ฝนตกลงมาตามฤดูกาล เหล่ามวลมนุษย์จะจุดบั้งไฟบวงสรวงพญาแถน

 

สอง : แม้ว่าฝนตกลงมาดังใจมาดแล้ว ให้ในทุ่งนามีเสียงกบเขียดร้อง

 

สาม : เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นเล้า (ยุ้งข้าว) ตัวข้าพญาคันคากจะส่งเสียงว่าวสนูให้พ่อฟังเป็นสัญญาณว่า ปีนั้นข้าวอุดมสมบูรณ์

 

พญาแถนได้ฟังคำขอพรสามประการ จึงได้ให้พรตามปรารถนานับเนื่องจากนั้นมากลางเดือนหกของทุกปี ชาวอีสานจะร่วมกันทำบั้งไฟแห่งไปรอบๆ หมู่บ้าน แล้วจุดบูชาพญาแถน

 

ครั้งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ พระองค์ได้เสด็จเผยแพร่ศาสนาไปทั่วชมพูทวีป พญานาคีผู้เฝ้าติดตามเรื่องราวพระองค์ บังเกิดความเลื่อมใสและศรัทธายิ่งนักรู้ด้วยญาณว่าพระองค์คือพญาคันคากมาจุติ จึงจำแลงงกายเป็นบุรุษขอบวชเป็นสาวก ตั้งใจปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระองค์

 

ค่ำคืนหนึ่งพญานาคีเผลอหลับไหลคืนร่างเดิม ทำให้เหล่าภิกษุที่ร่วมบำเพ็ญเพียรทั้งหลายตื่นตระหนก ครั้งเมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องจึงขอให้พญานาคีลาสิขาเนื่องจากนาคเป็นเดรัจฉานจะบวชเป็นภิกษุไม่ได้

 

พญานาคียอมตามคำขอของพระพุทธองค์ แต่ขอว่ากุลบุตรทั้งหลายทั้งปวงที่จะบวชในพระพุทธศาสนาให้เรียกขานว่า “นาคี” เพื่อเป็นศักดิ์ศรีของพญานาคก่อนแล้วค่อยเข้าโบสถ์ จากนั้นเป็นต้นมาจึงเรียกขานกุลบุตรทั้งหลายที่จะบวชว่า “พ่อนาค”

 

ต่อมาเมื่อครั้งพระพุทธองค์ได้เสด็จไปแสดงธรรมและจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดาและเหล่าเทวดา กระทั่งครบกำหนดวันออกพรรษาพญานาคี นาคเทวี พร้อมทั้งเหล่าบริวารจัดทำเครื่องบูชาและพ่นบั้งไฟถวาย ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

 

นับเนื่องจากนั้น ทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 จึงได้มีปรากฎการณ์ประหลาดลูกไฟสีแดงพวยพุ่งขึ้นจากลำน้ำโขงสู่ท้องฟ้า ปรากฎมาให้เห็นตราบเท่าทุกวันนี้ ทุกคนเรียกขานว่า “บั้งไฟพญานาค”

 

 

3.หนังสือผ่านแดนชั่วคราว : ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนิยมทำหนังสือผ่านแดนที่ OTOP หนองคาย แห่งนี้ เพราะมีเจ้าหน้าที่และช่องให้บริการหลายช่อง ทำให้สะดวก คล่องตัว ทำได้ง่ายๆ เพียงยื่นบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมค่าธรรมเนียม 30 บาท/คน

 

ขั้นตอนการทำหนังสือผ่านแดน ดังนี้

 

1. ผู้มารับบริการยื่นบัตรประจำตัวประชาชน หรือ เอกสารอื่นใดที่ทางราชการออกให้ และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

 

2. เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานป้อนเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้รับบริการลงในโปรแกรมออกหนังสือผ่านแดนเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลกับสำนักบริการการทะเบียนกรมการปกครอง

 

3. เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบุคคลผู้รับผิดชอบบริการ และพิมพ์คำร้องพร้อมหนังสือผ่านแดน และออกจากระบบ

 

4. ผู้ขอลงนามในคำร้อง

 

5. เก็บค่าธรรมเนียมพร้อมส่งมอบหนังสือผ่านแดนให้กับผู้รับบริการ

 

(เอกสารประกอบ :(1.) บัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารที่ทางราชการออกให้มีเลข 13 หลัก (2.) สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสูติบัตร (กรณีที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และไม่เกิน 15 ปี  (3.) กรณีพระภิกษุ สามเณรใช้สำเนาหนังสือสุทธิที่มีเลข 13 หลัก พร้อมรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป)

 

(จะสังเกตเห็นว่า…ราคาบัตรผ่านแดนชั่วคราวจะแตกต่างกันไปในแต่ละย่าน ถ้าเป็นแถวใกล้ๆ สะพานไทยลาวก็จะเป็นอีกราคาหนึ่งก็ไม่ต้องตกใจ…คิดซะว่าเสียค่าความสะดวกที่ท่านจะได้รับ) สิ่งที่ควรรู้อีกนิดในการใช้ประโยชน์จากบัตรผ่านแดนชั่วคราว คือ บัตรผ่านแดนชั่วคราวจะต้องผ่านแดนภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ยื่นขอ ใช้ได้เพียงครั้งเดียว และสามารถพักค้างคืนในเวียงจันทน์ (เฉพาะเขตเวียงจันทน์นะครับ…ถ้าออกนอกเขตจะต้องเสียค่าปรับเป็นเงิน US เลยทีเดียว) การพักค้างคืนสามารถพักได้เพียง 3 วัน 2 คืน ถ้าเกินกำหนดทาง สปป.ลาว จะเปรียบเทียบปรับ 10 US/วัน แต่ก็คงไม่ต้องกังวลอะไรเพราะ…นักท่องเที่ยวก็จะไปเช้า เย็นกลับ ในระแวกเขตปลอดภาษี ตลาดเช้า พระธาตุหลวง และวัดพระแก้ว สปป.ลาว เป็นส่วนใหญ่…จึงไม่ค่อยเจอปัญหาเรื่องผิดเวลา หรือออกนอกพื้นที่

 

4.ร้านหนองคาย เอฟ ที : เป็นร้านที่เยาวชนชาวหนองคาย โดยเฉพาะ คอบอล…ปลื้มเป็นพิเศษ มีชุดนักกีฬา อุปกรณ์การกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลไว้คอยเติมความสุขให้ทุกท่านที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ และรักกีฬาฟุตบอล

 

5.โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น/ภาษาอาเซียน : ปีหน้าก็จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ทำให้มีผู้คนสนใจเรียนภาษาอาเซียนกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเหล่านักธุรกิจ พ่อค้า นายทุนต่างๆ

 

6.ร้านอาหาร (ประดับตกแต่งด้วยงานไม้เก่า) : ร้านอาหารในศูนย์ OTOP หนองคาย มีไม่กี่ร้าน เท่าที่ผมเดินดูจะมีร้านที่กำลังปรับปรุง และให้บริการเพียง 1 ร้าน ซึ่งกำลังตกแต่งด้วยงานศิลป์ไม้เก่า คาดว่าจะกลายเป็นจุดพักรถเติมพลังอีกแห่งที่น่าสนใจเร็วๆ นี้

 

7. OTOP จังหวัดหนองคาย (อยู่ในระหว่างปรับปรุง) : กำลังจะขึ้นป้ายนับถอยหลังเปิดทำการในนาม OTOP หนองคาย และศูนย์รวมของฝากจังหวัดหนองคาย เต็มรูปแบบเร็วๆ นี้…ทำเลขนาบข้างร้านกาแฟแบรนด์ดัง…

 

8. OTOP ใต้ร้านกาแฟ Peaberry : ได้แก่ น้ำสมุนไพร ดอกไม้ประดับ กำยาน เสื้อผ้าฝ้าย ผ้าไทยต่างๆ เป็นร้าน OTOP ที่ถือได้ว่ามีผลิตภัณฑ์ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกสรร กลับบ้านที่ใหญ่ที่สุด (กระมัง)

 

9. MCOT : ผมยังเดินหาไม่เจอ คิดว่าคงขึ้นป้ายไว้เพื่ออนาคต…

 

10.รถตู้ประจำทาง : เส้นทาง หนองคาย – อุดรธานี ท่านสามารถติดต่อจองตั๋วรถได้ที่ OTOP หนองคาย ส่วน (รถตู้นำเที่ยว) พร้อมด้วยทริปนำเที่ยวหนองคาย – เวียงจันทน์ – หลวงพระบาง ฯลฯ นั้นก็สามารถติดต่อได้ที่นี่เช่นกัน

 

11. ร้านกาแฟลาว ร้านกาแฟ Amazon และ ร้านกาแฟ Peaberry coffee : ณ OTOP หนองคาย มีกาแฟ 3 ค่าย ให้ท่านเลือกสรร ซึ่งแต่ล่ะค่ายจะมีจุดเด่นแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟ Peaberry coffee ก็จะเน้นความหรู ส่วนตัว ในมุมสูง (ชั้น 2 OTOP หนองคาย) ร้านกาแฟลาว ก็จะเน้นรสชาดที่มีความจำเพาะ ส่วนร้านกาแฟ Amazon ก็จะเน้นความเป็นมาตรฐานที่ท่านคุ้นเคย…

 

จุดเด่นที่น่าสนใจ

 

มีการปรับปรุงพื้นที่จอดรถให้มากขึ้น เอารั้วกั้นออก…รถยนต์สามารถวิ่งวนได้ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง สิ่งที่ผมชอบมากๆ คือ การวางโครงสร้างของตัวอาคาร 2 ชั้น หนองน้ำกลางตัวอาคาร มีพญานาคทั้ง 4 ทิศ มีเวทีข้างๆ บ่อน้ำกลางอาคารที่สวยงามมากๆ ในยามค่ำคืน…ยิ่งถ้ามีกิจกรรมการแสดงบนเวที แสง สี เสียง สะท้อนน้ำดังกล่าว ที่สำคัญผู้ชมสามารถยืน หรือนั่งชมได้จากชั้น 2 ของศูนย์ OTOP หนองคาย แห่งนี้ได้อย่างชิวๆ….เป็นเพียงจินตนาการส่วนตัวของผมนะครับ…แต่ตอนนี้ทาง OTOP  หนองคาย จะมีเจ้าหน้าที่คอยสูบน้ำดังกล่าวออกอยู่เรื่อยๆ เพราะว่าในตอนเย็นๆ จะมีเด็กๆ มาเล่นน้ำดับร้อนนั่นเอง

 

ข้อจำกัด

 

ย่านสถานศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย อยู่ห่างจากตัวเมืองกว่า 10 กิโลเมตร ทำให้ตลาดการจับจ่าย ที่เกื้อหนุนกำลังซื้อลดลง ถึงแม้นว่า…สินค้า OTOP จะยังไม่หลากหลายมากนัก แต่เมื่อไหร่ที่มีพลังผู้คน มีอาหารอร่อยๆ มีบรรยากาศดีๆ วัยรุ่นหนุ่มสาวล้วนมีความพร้อมที่จะควักกระเป๋าตังค์ในช่วงต้นเดือน กันอย่างสนุกสนาน…

 

ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์

 

ถนนข้าง OTOP หนองคาย ตลอดแนวถึงโรงเรียนหนองคายวิทยาคาร ในยามค่ำคืนมีความสวยงามพอสมควร ในขณะที่ความคึกคักยามเช้ากับเมนู (ข้าวเหนียวร้อนๆ + ปิ้งตับ ปีก น่อง ไส้ และหมูปิ้ง) เกิดขึ้นทุกวันราชการบริเวณด้านหน้าแฟรตตำรวจ  ผมเสนอว่าอาจจะพิจารณาถนนเส้นนี้เป็น ถนนอาหารผสมผสานสินค้า OTOP และให้มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมในช่วงที่มีการเติบโตด้านการท่องเที่ยว….จะน่าสนใจไม่น้อยเลย

 

ณ ปี 2557 ได้เกิดป้ายไฟขนาดใหญ่ตระหง่ายขึ้นด้านหน้า OTOP หนองคาย เป็นสัญญาณที่ดี ที่เราชาวหนองคาย จะร่วมกันสร้้างสรรค์ และยกระดับศูนย์ OTOP หนองคาย สู่ระดับแนวหน้า คาดหวังว่าศูนย์กลางในการแสดงสินค้าแห่งนี้จะมีผลิตภัณฑ์จากทั่วทุกตำบลหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันทรงคุณค่า ตามลำดับ

บทความ
เมล่อน อุดรธานี แวะชิม…ไอศกรีมเมล่อน ณ อุดรฟลาวเวอร์ เมล่อนฟาร์ม
เมล่อน อุดรธานี แวะชิม…ไอศกรีมเมล่อน ณ อุดรฟลาวเวอร์ เมล่อนฟาร์ม

อุดรฟลาวเวอร์ เมล่อนฟาร์ม   “ขณะที่เนื้อเมล่อนสดๆ กำลังสัมผัสปลายลิ้ม ปากพรางอยากจะเอ่ยคำชมเจ้าของฟาร์มว่า…อร่อย กรอบ หอม หวาน เย็นชื่นใจ แต่กลับทำไม่ได้ เพราะอัดเมล่อนเข้าไปคำบักใหญ่”   เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2537 ผมอายุได้ 10 ขวบ (ไม่อยากจะเล่าเรื่องเก่าความหลังเลย…) แต่มันจำเป็นจริงๆ ตอนนั้นผมยังไม่รู้จัก เมล่อน ผมจำได้แค่ว่าเคยถามพ่อกับแม่ว่า…ทำไมเราต้องทำนา และปลูกมันสำปะหลัง การทำนาในตอนนั้นก็พอจะนึกออกว่า…จำเป็นจริงๆ ถ้าเราไม่มีข้าวกินผมก็คงไม่ได้มานั่งเขียนเรื่องราวให้ท่านได้อ่า ...

องค์การบริหารส่วนตำบลรัตนวาปี (อบต.รัตนวาปี) กับ 7 ประเด็น
องค์การบริหารส่วนตำบลรัตนวาปี (อบต.รัตนวาปี) กับ 7 ประเด็น

  องค์การบริหารส่วนตำบลรัตนวาปี (อบต.รัตนวาปี)   ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา กระผมเป็นหนึ่งในนักวิชาการสาธารณสุข ที่โชคดีมากๆ ความเกี่ยวเนื่องหลายๆ ภารกิจจะต้องมีการประสานงานระหว่าง กระทรวงมหาดไทย (ที่ว่าการอำเภอ) และ องค์การบริหารส่วนตำบลอยู่เนืองๆ เหตุด้วยประเด็นการพัฒนาของ อบต. นั้นน่าสนใจมาก และเกื้อหนุนการทำงานด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี พอหยิบประเด็นการพัฒนา มาเล่าพอสังเขปดังนี้   1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การคมนาคม การพัฒนาแหล่งน้ำทางเกษตร และแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค วางแผน พัฒนาผังเมืองในระดับตำบล และแผนที่ภาษีในท้องถิ่น  

ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง  3 ห่วง 2 เงื่อนไข สู่ 1 ไร่ 1 แสน
ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข สู่ 1 ไร่ 1 แสน

เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ?   แนวทาง เศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ  3  ห่วง คือ การวางแผนในการทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือ เศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่ง จะประกอบด้วย 3 อาชีพ คือ อาชีพสิกรรม (ทำนา) อาชีพประมง (เลี้ยงสัตว์น้ำ) และอาชีพปศุสัตว์ (เลี้ยงสัตว์)  รูปแบบการทำให้ พอประมาณ  ตามอัตภาพ (พื้นที่ และค่าใช้จ่ายของแต่ละบุคคล) ไม่ต้องปรับให้ตรงรูปแบบทุกอย่าง  และใช้เหตุผล (ปัญญา) ในการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดการพึ่งตนเอง ลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ เกิดผลลัพธ์ เป็น ภูมิคุ้มกัน ในการดำรงชีพต่อไป < ...

เคลมประกัน ชั้น 1 (กระจกบังลมหน้ารถยนต์) ณ เอสซี การาจ
เคลมประกัน ชั้น 1 (กระจกบังลมหน้ารถยนต์) ณ เอสซี การาจ

เคลมประกัน   ตลอดระยะเวลา 4 ปีของการทำประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1…ผมโชคดีมากที่รถไม่เคยเฉี่ยว ไม่เคยชน เพื่อนผมชมว่านายถนุถนอมรถดีจริงๆ แหม๋…ใครบ้างอยากจะให้รถสุดหวงเกิดอุบัติเหตุจนต้องส่งเคลมประกันจริงไหม? แต่การขับรถด้วยความเพียร หากเปรียบเทียบกับกระแส เกรดนิยม VS เกียรตินิยม คงทิ้งห่างกันไม่มากนัก ประเด็นสำคัญก็คือ เรามีโอกาสใช้ประกันภัยที่เราจ่ายแสนจะแพง ยกตัวอย่าง ผมจ่ายประมาณ 20,000 บาท/ปี (ที่เกริ่นมาไม่อยาก เคลมประกัน แต่อย่างใดนะครับ…เหอะๆ) เพียงแต่อยากจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับการเคลมประกันมาฝากกัน   และแล้ว… ...


อ่านทั้งหมด ..
ขึ้นด้านบน