ศาลาแก้วกู่ สถาปัตยกรรม เทวลัยปางต่างๆ เล่าเรื่องราวในสมัยพุทธกาล

  15 ตุลาคม 2559 19:59    ที่เที่ยว    www.บึงกาฬ.com    อ่าน 2080  

ศาลาแก้วกู่

ศาลาแก้วกู่

 

ศาลาแก้วกู่ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากๆ กล่าวคือ ภายใน ศาลาแก้วกู่จะมีสถาปัตยกรรมเทวลัยปางต่างๆ มากมายหลายร้อยปาง ซึ่งเทวลัยแต่ละปางจารึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โอกาสนี้ขอนำเรื่องราวที่พอจะเก็บรายละเอียดมาได้ นำมาฝากเพื่อนๆ ที่ต้องการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นก่อนเดินทางมายัง ศาลาแก้วกู่ จริงๆ ในเร็วๆ นี้ ดังนี้

 

ก่อนที่ผมจะเดินทางมายัง ศาลาแก้วกู่ ตั้งใจว่าจะถ่ายภาพทุกภาพ และเรื่องราวทุกคำมาเขียนในเว็บแห่งนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่อาจจะทำได้ ฤ แม้ผมจะทำได้จริงๆ ก็เห็นว่าไม่เป็นการสมควรนัก เพื่อนๆ จะต้องเดินทางมาประจักษ์แก่สายตาจึงจะสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ ของศาลาแก้วกู่แห่งนี้…ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นอีกเมืองหนึ่ง และเป็นแหล่งเรียนรู้พุทธประวัติสำหรับเยาวชนได้เป็นอย่างดี

 

ผมขอหยิบเรื่องราวที่จารึกไว้บริเวณฐานของเทวลัยปางต่างๆ พอสังเขปดังนี้ (ภาพอาจจะไม่ตรงกับเนื้อหาทีเขียนนะครับ ไม่สามารถเอาภาพลงได้หมดจริงๆ)

 

หมาเห่าช้าง : สุภาษิตโบราณ

 

(ให้อ่านเป็นภาษาภาคอิสาน) หมาเห่าซ้างกะตามซ่างปากหมา เอาแต่สายซาตาสิเบิ่งหมากับซ้าง หมากัดช้างขาหลังหากสิจ่ง หมาจอกมาเห่าซ้าง เป็นน่าหน่ายสะอาง (ท่านเอ้ย)
(ให้อ่านเป็นภาษาภาคกลาง) หมาเห่าช้างชั่งเถอะปากหมา แล้วแต่ดวงชะตา จะดูหมากับช้าง หมากัดช้างขาหลังคงไม่หมด หมาจิ้งจอก (จิ้งจอกสังคม) มาเห่าช้าง ฟังแล้วสุดอายใจ ท่านเอ๋ย

 

ศาลาแก้วกู่

 

เทวลัยปางพระราหูกินจันทร์ และสูรยัคราส “คำคม” แสงหิ่งห้อย หรือจะเทียบกับแสงดาวที่พราวระยับ หมู่แสงดาวที่พราวระยับอยู่บนฟ้า หรือจะเทียบแสงเดือนที่นวลใยในนภา แสงเดือนสีนวลสดใสในท้องฟ้า ไหนจะเทียบแสงสุริยาอาทิตย์ได้ แสงสุริยาที่ว่าร้อนแดดแผดเผาทั่วโลกา ยังมีท้าวพระยาราหู ที่ดับแสงแดด เผาให้เยือกเย็นมัวมืดลงได้! อย่าคิดว่าเราจะดีกว่าคนทั้งโลก ดังสมญานามว่า คนดีไม่มีคนเดียวในโลก!

 

(ให้อ่านเป็นภาษาภาคอิสาน) ฟังเด้อเมืองอิสานเฮานี้สาวผู้ดีบ่อมีซู้ ธรณีบ่ออกแตกตายลือ ตาแฮกบ่มีโป๊ะหมากพร้าว เมืองบ้านสิหล่มหลวงแท้แหล๋ว โอ้น๊อ! อันประเพณีเบื้องเมืองอิสานเพิ่นหากเป็นลายต่าง ตาแฮกบ่อสมไก่ต้มงมเลี้ยงบ่อเสวยแท้เด้ ตั้งแต่กบอยู่ดิน เพิ่นยังขึ้นกินตาเว๊น กอบอยู่ไฮอยู่นาเพิ่นยังขึ้นกินเดือนอยู่เทิ่งฟ้าได้ คือ จั่งไม้ลำเดียวมันล้อมฮั่วบ่อค่วย คันแม่นไพ่บ่อพร้อมเมืองบ้านบ่ฮู่งเฮืองแท้แหล๋ว “คนทุกข์อยากเป็นเศรษฐี” คนมีอยากเป็นหยัง!

 

เทวลัยปางพระนาคปรก : ตอนเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดมแล้ว พระองค์ได้เสวยวิมุติสุขในอริยบถ และสถานที่ต่างกันรวม 7 แห่งๆ ละ 7 วัน ตามปฐมโพธิกาลกล่าวว่า ในวาระที่ 6 นั้น หลังจากพระองค์ได้เสด็จจากกายใต้อชปาลนิโครธไปประทับนั่งเสวยวิมุติสุขอยู่ตลอด 7 วัน ที่ภายใต้ต้นมุจรินทร์ ในคราวนั้นมีเมฆใหญ่นอกฤดูกาลตั้งขึ้น มีฝนตกหนักและพรำ เจือด้วยพายุลมหนาวอยู่ตลอด 7 วัน 7 คืน ครั้งนั้นพญามุจรินทร์นาค ได้ออกจากพิภพของตน มาวงขนดหางรอบกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง 7 รอบ แล้วแผ่พังพานทั้ง 7 เศียร อยู่เบื้องบนพระเศียรของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อถวายอภิบาลป้องกันภัยด้วยคิดว่า ไม่ให้เย็น ไม่ให้ร้อน เหลือบยุงลมแดดไม่ให้มดแมลงต่างๆ ถูกต้องพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เลย ครั้งสิ้น 7 วัน พญามุจรินทร์นาคราชจึงคลาย จำแลงเป็นมานพหนุ่มน้อย ยืนประนมมือต่อหน้าพระภักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า และเปล่งอุทานว่า ฯลฯ ผู้สิ้นแล้วจากกามเป็นสุขที่สุดในโลกกา ฯลฯ

 

ศาลาแก้วกู่

 

เทวลัยปางองค์พระเวสสันดร : บรมโพธิสัตว์อันเป็นปัจฉิมชาติสุดท้ายแห่งการสร้างและแสวงหาพุทธการกธรรม เป็นปัญญาธิกะโพธิสัตว์ กำหนดพระบารมี 20 อสงไขยกำไรแสนมหากัลป์ อดีตปัจฉิมชาติแห่งการแสวงพุทธการกรรมนั้น พระองค์ได้มาบังเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้าปู่กรุงสญชัย และพระเจ้าย่าผุสดี ซึ่งเสวยสมบัติครองกรุงเชตุนครสีพี องค์พระบรมโพธิสัตว์เวสสันดรได้สร้างมหาบารมีบริจาคทานจริยานุวัตต์อย่างมโหฬาร เป็นต้นว่า ได้สละบริจาคพญาคชสารปัจจัยนาค และอำนวยสัตตสดกมหาทานจนสำเร็จแล้ว จึงเสด็จไปที่คีรีวงกฎบวชเป็นดาบสฤษี พระองค์ได้สละพระชาลี – พระกัณหา ที่รักยิ่งทั้งสองพระองค์แก่ชูชกพราหมณ์ และได้สละพระมัทรีเยาวมาลย์มิ่งมเหสีแก่อินทพราหมณ์ เป็นมิ่งมงกุฎมหาบริจาคทานปรมัตถบารมี อันเป็นยอดยากที่บุคคลจะทำได้

 

เทวลัยปางพระแม่สุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแก่พระโพธิสัตว์องค์สรรพพัญญูก่อนตรัสรู้ คือ หลังจากองค์พระบรมโพธิสัตว์ได้ทรงเลิกบำเพ็ญทุกขกิริยหันมาเสวยอาหาร จนมีพลานามัยสมบูรณ์ดีแล้ว พระองค์จึงได้เจริญอานาปานุสติกรรมฐานเป็นที่ตั้งจนถึงวันเพ็ญเดือน 6 (ก่อนตรัสรู้ 6 ปีพอดี) กาลครั้งนั้นได้มีพระแม่สุชาดาเศรษฐี ตำบลเสนานิคมได้บนบานเทวดาอารักษ์ ต่อมาคำอธิษฐานนั้นก็สมปรารถนาทุกประการ แม่พระสุชาดาจึงได้ทำพิธีหุงข้าวมธุปายาสเพื่อนำไปแก้บนแด่เทวดาด้วยอุดมปุณมีดิถีฤกษ์มหามงคลอรุณกาลของวันเพ็ญแห่งวิสาขะมาส องค์พระบรมโพธิ์สัตว์ได้ไปประทับพระอริยบถสำราญอยู่ที่ต้นไทร ซึ่งเป็นสถานที่ๆ พระแม่สุชาดาได้บนบานเอาไว้ เมื่อได้เวลาแล้วพระแม่สุชาดาพร้อมด้วยทาสีได้นำข้าวมธุปายาลไปแก้บน ณ สถานที่นั้น ได้เห็นพระบรมโพธิสัตว์คิดว่าเป็นเทวดา จึงได้นำข้าวมธุปายาสเข้าถวายแด่องค์พระบรมโพธิสัตว์

 

ศาลาแก้วกู่

 

เทวลัยปางพระสิทธัตถะได้ศึกษาในสำนักของดาบสทั้งสองจนสิ้นภูมิธรรมของพระฤาษีแล้ว พระองค์จึงได้กราบลาอาจารย์ทั้งสองเพื่อบำเพ็ญต่อไป โดยมีพระปัญจวัคคีย์ คือ พระโกณทัณญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ พระอัสสชิ ได้ติดตามปรนนิบัติอุปฐานพระองค์ และพระองค์ได้ทำความเพียรด้วยอาการต่างๆ เช่น กดฟันบนเพดานด้วยลิ้น กดจิตด้วยจิตในที่สุดก็ทรงอดอาหารจนร่างกายซูบผอมขนล่วงหลุดจากขุมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเท่านั้น ถึงแม้ว่าพระองค์จะทำความเพียรอย่างแรงกล้าก็ยังไม่สำเร็จพระองค์ ได้อดอาหารทรมานร่างกายอยู่นานถึง 49 วัน ดังนั้นจึงร้อยถึงองค์อินทร์ก็คือ ท้าวสักกะเทวราชจอมเทพทั้งหลายจึงได้เสด็จลงมาดีดพิณสามสายให้ฟัง ดังนั้นพระองค์จึงได้สติยึดมัชฉิมเดินสายกลาง พระองค์จึงได้เลิกทำทุกกรกริย กลับมาเสวยอาหารเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เมื่อปัญจวัคคีย์ทั้งห้าเห็นดังนั้น จึงได้พากันหนีจากพระองค์โดยสำคัญว่า พระองค์เลิกความเพียรเสียแล้ว

 

เทวลัยปางพระอินทร์ พระพรหม พระยมกาฬในสามโลกแห่งสรวงสวรรค์อนันตจักรวาล ได้มาอัญเชิญพระบรมโพธิสัตว์เวสสันดรเทพบุตร (ดุสิตเทพบุตร) สถิตอยู่ชั้นดุสิตสวรรค์พระองค์ได้เสวยสุขสี่พันปีทิพย์ (เท่ากับห้าร้อยเจ็ดสิบหกล้านปีของเมืองมนุษย์ เมื่อหมดอายุเทพหมื่นโลกธาตุแสนโกฎิมหาจักรวาล จึงได้มีการอัญเชิญลงไปจุติตรัสรู้เป็นพระโคดมพุทธเจ้า) ในชมพูทวีปแห่งมงคลจักรวาลเมื่อได้อัญเชิญนิมนต์แล้ว พระองค์จึงพิจารณามหาปัญจโลกนะ 5 ประการ คือ 1. กาลอายุ 2. ทีวีป 3. ประเทศ 4. ตระกูล 5. พระบิดาพุทธมารดา แล้วทั้งสวรรค์อนันตจักรวาลก็จัดขบวนแห่ พระโพธิสัตว์ลงจุติ ตามวรรณคดีของพระศาสนามาจนบัดนี้

 

ศาลาแก้วกู่

 

เทวลัยปางเมื่อพระศาสดาเสด็จจำพรรษาในดาวดึงส์ เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดา ก่อนพระองค์เสด็จกลับสู่มนุษยโลก ณ ประตูเมืองสังกัสสะนคร สถานจำพรรษาของพระสารีบุตรดังพระโมคคัลลาน์รับพุทธฎีกาแจ้งให้มหาชนทราบ ก่อนพระองค์เ้สด็จจากดาวดึงส์โดยบันไดทิพย์ 3 ขั้น ที่ท้าวโกสีย์ทรงเนรมิตถวายเสด็จ พระบรมศาสดาได้ทรงทำโลกวิวรณปฏิหาริย์เปิดโลก ด้วยพุทธานุภาพทำให้อินทร์ พรหมเทวามนุษย์นรก แม้ดิรัจฉานมองเห็นกันหมดไม่มีอะไรปิดบัง พระพุทธองค์ได้เยื้องลีลาเสด็จลงทางบรรไดแก้ว มีเทพอินทร์พรหมตามเสด็จเป็นยศบริวารทางบันไดเงินบันไดทอง ซ้ายขวาถึงเมืองสังกัสสะนคร ดังพระสารียบุตรกล่าวสดุดี พระบรมศาสดาว่า “นะเมทิฎโฐ ธิโตปุพเพ นัสสะโต อุทะกัสสะจิเอวัง วัคคคะโตสัตถา ตุสิตา คะณิมาคะโต” ความว่า การที่พระพุทธเจ้าทรงพระสิริโสภาคอันงามปานนี้ ข้าพระพุทธเจ้ายังไม่เคยเห็นเลยมาก่อน ไม่เคยได้ยินแม้ถ้อยคำใครๆ บอกเล่า พระศาสดามีพระสุรเสียงอันไพเราะอย่างนี้ เสด็จจากดาวดึงส์มาสู่แผ่นดิน ดังนั้นพระเทวลัยปางนี้ จึงเรียกว่า “ปางพุทธลีลา” (พระทุ่งเศรษฐี)

 

เทวลัยปางเจ้าชายสิทธิ์ฮัตถะได้เสด็จหนีทิ้งราชสมบัติเวียงวัง จนถึงแม่น้ำอโนมานะที พระองค์จึงทรงอธิษฐานตัดเกษพระโมลี ณ ที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานะที เสร็จแล้วพระองค์จึงได้ตั้งสัจจะอธิษฐานเสี่ยงพระโมลีว่า ถ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระโพธิญาณสัมมสสัมพุทธเจ้าแล้ว ขอให้พระเกษลอยขึ้นฟ้าเบื้องบน เมื่อนั้นท่านท้าวสักกะเทวราชได้ถือผะอบมารองรับพระเกษของพระองค์หน่อพุทธังกูล จึงได้นำขึ้นไปบรรจุที่พระธาตุเกษแก้วจุฬามะณี ณ ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อเสร็จแล้วพระองค์จึงได้อธิษฐานบรรพชาเกทโดยมีท้าวฆะฎิการสุทธวาสพรหมได้นำเครื่องบริขาร 8 อันเป็นธงชัยของพระอรหัตตผลมาถวาย ส่วนนายฉันนะกับม้ากัณฐะกะกลับสู่พระนคร

 

ศาลาแก้วกู่

 

เทวลัยปาง เมื่อภายหลังพระสิทธัตถะได้อธิฐานบรรพชาแล้ว ก็ได้เสาะแสวงหาสันติธรรมอันประเสริฐเรื่อยไปในที่สุดพระองค์ก็ได้เข้าศึกษาในสำนักของพระอาฬารดาบสกาลามโคตร ผู้ได้สำเร็จอภิญจัญญายตนะญาณในไม่ช้าพระองค์ก็ได้สำเร็จ จึงได้ลาอาจารย์ไปศึกษาในสำนักอื่นอีก คือ สำนักของพระอุทกรามบุตรดาบส ผู้ซึ่งได้สำเร็จเนวสัญญานาสัญญายตนะญาณ พระองค์ได้ศึกษาในไม่ช้าก็สำเร็จ ต่อจากนั้นพระองค์ได้พิจารณาเห็นว่า แนวทางของพระอาจารย์ดาบสทั้งสองนั้นยังไม่ใช่หนทางดับทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ดังนั้นพระองค์จึงได้ลาอาจารย์ทั้งสองไปแสงหาโมกขธรรมด้วยพระองค์เอง

 

เทวลัยปาง หนึ่งในปัญจเทวาแห่งฎีถานโมกถา ดังบาลีกล่าวว่า “นโมสาตาคีรียักโข” ดังมีเหตุปกรณ์นิทานว่า ในกาลครั้งหนึ่งทีเทวยักษ์ 2 ตน คือ สาตาคีรียักษ์และเหมวตายักษ์พร้อมด้วยบริวารออกจากพิภพแห่งตน แล้วขึ้นสู่ยานเหาะไปยังเชตุมหาวิหารเพื่อนมัสการพุทธองค์ ขณะนั้นเห็นเชตุวันเปล่ามิได้เห็นพระโลกาจารย์เลยพระยายักษ์จึงเหาะกลับไป พอใกล้ถึงวิมานของอาฬวกยักษ์ก็มิอาจเหาะไปได้พระยายักษ์ก็เกิดอัศจรรย์ใจยิ่งนัก บัดดลก็ได้ทัศนาการเห็นองค์สมเด็จพระศรีสรรเพ็ชร จึงชวนบริเวรมนัสการแล้วกล่าวสรรเสริญคุณแก้ว 3 ประการว่า นโมอัปปะมาโณพุทโธนโมอัปปะมาโณธัมโม นโมอัปปะมาโณสังโฆ ครั้งสรรเสริญแล้ว จึงพากันเหาะไปยังสมาคมแห่งยักทั้งหลายที่ป่าหิมพาน ฉนั้นสำหรับเทวยักษ์องค์นี้พระอรรถเจติยาจารย์จึงได้รจนาบาลีไว้ดังนี้ คือ “นโมสาตาคีรียักโข” อีกปกรณ์หนึ่ง (สำหรับมนุษย์) ได้แก่พานิชย์สองพี่น้อง คือ ตปุสสะและพัลลิกร จากอุกกละชนบท (อินเดีย) ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงสระสอง คือ พระพุทธัง และพระธัมมังก่อนอื่นใครในโลก

 

เทวลัยปางในราตรีวันเพ็ญเดือน 6 ก่อนตรัสรู้ หลังจากพระโพธิสัตว์เสวยข้าวมธุปายาสที่พระแม่เจ้าสุชาดาถวายแล้วก็ทรงเจริญพระอริยบถสำราญ อยู่ในป่าใกล้แม่น้ำเนรัญชรา พอถึงเวลาเย็นมีโสตถิยะพราหมณ์นำหญ้าคา (กุสะ) ถวาย 8 กำ ต่อจากนั้นพระโพธิสัตว์ได้ไปยังอัตสัตถะ (ต้นโพธิ์) แล้วอธิษฐานหญ้าค่าได้มาจากโสถิยะพราหมณ์ ด้วเดชะแห่งบารมีธรรมของพระองค์ หญ้าคานั้นกลับกลายเป็นบัลลังค์ทิพย์หาบัลลังก์ใดเปรียบเทียบไม่ได้ จึงได้เดือนร้อนถึงท้าวสวัสตีมาร จึงตามริษยาพระองค์อยู่ตลอด ได้ให้ธิดาทั้ง 3 พระองค์ คือ ตัณหาเทวี ราคะเทวี อรตีเทวี ลงมาประโลมลวงล่อด้วยบวงอิตถีมายา แต่เอาชนะใจพระมหาบุรุษไม่ได้

 

เทวลัยปาง หนึ่งในปัญจเทวาแห่งฎีถานโมกถา ดังบาลีกล่าวว่า “ตัสอสรินโท” ดังมีเหตุนิทานกล่าวว่า กาลครั้งหนึ่งพระยาอสุรินทราหูเสวยสมบัติเป็นอุปราชในพิภพอสูร ซึ่งมีกายสูงใหญ่ได้ 4,800 โยชน์ ได้ทราบกิตศัพย์ของพระทศพลญาณแพร่ไปสารทิศเทพเทวาต่างเกลือนกล่นมาสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า และสรรเสริญเยินยอเป็นอย่างยิ่ง ครั้งและพระอสุรินทราหูได้ดำริว่า ตนมีร่างกายสูงใหญ่ไฉนเราจะเห็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าได้หนอ เราอุตตาหะไปดูสักครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นพระทศพลญาณนั้นทราบอัธยาศัยของพระอสุรินทราหูได้ทั้งสิ้น ทรงดำริว่าอสุรินทราหูมาสู่สำนักครั้งนี้ตถาคตจะปฏิสันฐานต้อนรับในอริยบถอย่างไรดี จะนั่งดี – ยืนดี หรือนอนดี ถ้าจะนั่งหรือยืนจะสูงเกินไปเกรงอสุรินทราหูมองไหม่เห็นพระพักตร์ของเรา ฉนั้นตถาคตจะนอนต้อนรับจึงอาจมองเห็นพระพักตร์ของตถาคตได้บ้าง ฉนั้นดำริแล้วจึงให้พระอานนท์ปูอาสนะไสยาสน์ที่ระเบียงนอกกุฎิ เสร็จแล้วพระองค์ทรงบรรทมไสยาสน์ต้อนรับตามระเบียบ ฝ่ายพระอสุรินทราหูก็เสด็จขึ้นมาจากพิภพอสูร เมื่อมาถึงสำนักแล้วก็ต้องแหงนหน้าขึ้นมองดูพระพักตร์พระพุทธเจ้าดุจทารกแหงนดูดวงจันทร์ในอากาศยังความอัศวรรย์ให้พระอสุรินทราหูยิ่งนัก ในที่สุดได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธองค์ว่า “นโมตัสสะ”

 

ศาลาแก้วกู่

 

พระมหาเทวลัยปางนี้ คือ ตลอดมายุกาลศาสนาขององค์พระสรรพพัญญูโคดมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้เผยแผ่พระมหาปัญญาคุณ มหาเมตตาคุณ มหากรุณาธิคุณ ยังมนุษย์และเทวดา อินทร์ พรหม ยมกาฬ ในหมื่นโลกธาตุแสนโกฎิมหาจักรวาล ได้ดื่มน้ำอมตธรรมขนสัตว์เข้าสู่พระมหานิพพานนับจำนวนไม่ได้ พระองค์มีน้ำพระทัยเกื้อกูลสงเคราะห์แก่มนุษย์และเทวดาทั้งปวงตามควารแก่จริตนิสัย ตลอดกาล 45 พระวรรษาของพระองค์

 

สรุปความน่าสนใจ ณ ศาลาแก้วกู่ นอกจากเทวลัยปางต่างๆ แล้ว ในตัวอาคารศาลาแก้วกู่ จะมีรายละเอียดดังนี้  ชั้น 1 ศาลาแก้วกู่ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถบูชาวัตถุมงคล เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ  ชั้น 2 เป็นที่เก็บพระพุทธรูปปางต่างๆ ซึ่งมีความเก่าแก่มากๆ  และชั้น 3 จะเป็นคล้ายๆ นิทรรศการประวัติ ของผู้สร้างวัด เรื่องราวความเป็นมาต่างๆ และโลงแก้ว ที่บรรจุศพของผู้สร้างวัด วันนั้นผมเดินขึ้นไปบนศาลาเพียงลำพัง…รู้สึกหวิวๆ ยังไงบอกไม่ถูก แต่ไม่ต้องกลัวไปนะครับ เพราะโลงแก้วอยู่ด้านใน ไม่ได้เปิดให้ทุกท่านเข้าชม….

 

นอกจากนั้น บริเวณด้านหน้าประตู ศาลาแก้วกู่ (บริเวณที่เรารับบัตรค่าบำรุงสถานที่) จะมีแม่ค้า พ่อค้า จำหน่ายของที่ระลึกประจำถิ่นอีสานบ้านเฮา อาทิ เครื่องดินตรีอีสาน ซีดีดนตรีอีสาน โหวต พิณ แคน  ผ้าไทย ผ้าฝ้ายแบบและลวดลายหลากหลาย  สมุนไพร อาหาร และเครื่องดื่ม ฯลฯ

 

อ๋อ ก่อนที่จะเดินออกจากประตูวัดศาลาแก้วกู่ ด้านซ้ายมือจะมีเรือเพาะตะบองเพชรขนาดใหญ่ สวยงามทีเดียวครับ

 

ทิ้งท้าย…สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินชมเทวลัยในช่วงหน้าฝนระวังลื่นนะครับ วันนั้นผมเกือบพลาดไป และ ช่วงเวลาที่แนะนำในการเข้าชมเทวลัย คือ ก่อน 10.00 น. และ หลัง 15.00 น. (แนะนำให้ซื้อน้ำ หรือดื่มน้ำก่อนเดินชม เพราะท่านจะรู้สึกคอแห้งอย่างรวดเร็ว อาจจะเพราะความตื่นตาตื่นใจ เทวาลัยปรางต่างๆ

 

ท่านเดินทางไปชมแล้วรู้สึกยังไงบ้าง อย่าลืมมาบอกเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

 

บทความ
ห้วยกระทิง เลย…สิครับ ร้อนๆ แบบนี้ ล่องแพ ณ อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน
ห้วยกระทิง เลย…สิครับ ร้อนๆ แบบนี้ ล่องแพ ณ อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน

ห้วยกระทิง   ในโพสก่อนผมได้พูดถึงแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง…ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ในนาม “ห้วยกระทิง” กล่าวคือ ที่แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ อยู่ในพื้นที่ วนอุทยานหริรักษ์ ซึ่งมีกลิ่นไอของความเรียบง่าย บรรยากาศแห่งขุนเขา ลำน้ำ และแมกไม้นานาพันธุ์ จนเรียกได้ว่าธรรมชาติช่างจัดวางได้อย่างลงตัวซะเหลือเกินก็คงไม่ผิดนัก…ชาวบ้านห้วยกระทิง เรียกว่า ลำห้วย หรือ อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน แหล่งข้อมูลอ้างอิงเนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่  แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้….เกิดขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวตามแนวโน้มของสภาพอากาศบ้านเรา…ที่มีแนวโน้ ...

ที่นี่ หมอชิต บึงกาฬ ร้านอาหาร ฟังเพลง สนุกสนาน ผ่อนคลาย
ที่นี่ หมอชิต บึงกาฬ ร้านอาหาร ฟังเพลง สนุกสนาน ผ่อนคลาย

ที่นี่ หมอชิต บึงกาฬ   Draft เรื่องราวเกี่ยวกับ ที่นี่ หมอชิต บึงกาฬ ไว้นานเกือบสัปดาห์เลยทีเดียว อย่าพึ่งว่ากล่าวกันเลยครับเพื่อนๆ ด้วยหน้าที่การงานหลายๆ อย่าง วิ่งเข้า วิ่งออก อลหม่านกันไปหมด ตามประสาคนหาเช้ากินค่ำละครับ เอาหน่า.. ถึงแม้จะช้าหน่อยก็หาใช่ปัญหา สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านเรื่องราวในบล็อกเล็กๆ แห่งนี้มายาวนาน วันนี้มีเรื่องราว…จะบอกว่าเป็นร้านอาหารก็ใช่นะ ร้านดูบอลก็ไม่ผิด ร้านนั่งคุยสนุกสนานก็ไม่นอกเหนือกติกา ร้านนั่งฟังเพลงก็เข้าที ฯลฯ ยังมีอีกหลากหลายถ้อยคำที่มวลชนคนวัยรุ่น วัยทำงาน หนุ่มน้อย สาวใหญ่ ต่างขนานนามแบบส่วนตัวๆ แบบพิเศษๆให้กับ ...


อ่านทั้งหมด ..
ขึ้นด้านบน