ชาวนา เทคนิคหมุนเวียน ประเมินมูลค่า สู่วิถีชีวิตเงินล้านในอนาคต

  16 ตุลาคม 2559 14:03    บทความทั่วไป    www.บึงกาฬ.com    อ่าน 792  

ชาวนา

ชาวนา

 

“กลิ่นไออันอบอุ่นในวิถีของ ชาวนา กลิ่นของขี้วัวขี้ควายที่หมักตอฟางข้าวและฝนใหม่จนได้ที่…นับวันจะเลือนลางหายไปวันแล้ววันเล่า ทว่า สายเลือดลูกชาวนาจะเข้มข้นสักปานใด ก็ไม่อาจต้านทานภัยแล้ง ที่คืบคลานเข้ามาทุกขณะ เหลียวหน้าแลหลัง…มันช่างมืดมนเหลือเกิน ชาวนา กระดูกสันหลังของชาติ”

 

20 ปีก่อน วิถีลูกชาวนา

 

สิ่งที่อยากจะบอกกับทุกท่านก่อนที่จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตชาวนา คือ…ผมเป็นลูกชาวนาตั้งแต่กำเนิด ทำนาช่วยพ่อจนกระทั่งทำนาแทนพ่อได้ (เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางไปเสี่ยงโชคที่ต่างแดน)  มันอาจจะดูเป็นเรื่องที่ดูไม่น่าเชื่อกับคนหน้าใสๆ ป้านเปนิดๆ นั่งอยู่ออฟฟิคว่าจะเคยแบกไถ คราด ฝ่าแดดร้อนละอองฝนอันหนาวเหน็บจากยุคสู่ยุค ช่วงเวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกที่ฝังลึกในแก่นใจของเด็กตัวน้อยๆ ตราบทุกวันนี้

 

กล่าวคือ ผมเป็นลูกที่โชคดีมากๆ ในหมู่พี่น้องสี่คนที่ได้มีโอกาสสืบสายเลือดลูกชาวนาจากพ่ออย่างเต็มที่มากกว่าใคร เริ่มจับหางไถตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่อตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผมได้ชิมรสความเป็นชาวนาเต็มที่มากขึ้น ทุกท่านลองนึกภาพเหตุการณ์ที่เด็กตัวเล็กๆ ผอมเพรียว หลังเลิกเรียนผมจะต้องรีบเร่งนำรถไถนาเดินตาม เดินเกียร์มุ่งสู่ท้องนาเนื้อที่กว่า 7 ไร่ (ที่พ่อฝากไว้ก่อนจะเดินทางไปยังต่างประเทศ) ผมมีโอกาสเล่นสนุกน้อยกว่าเพื่อนคนอื่นๆ…แต่สิ่งที่น่าแปลก ก็คือ ในใจผมรู้อยู่เสมอว่า…ทำเพื่ออะไร …ผมจะต้องทำแทนพ่อให้ได้ๆ ไม่เหนือบ่ากว่าแรงหรอกในใจคิดอย่างนั้นซ้ำๆ อนิจจังด้วยสภาพร่างกาย กล้ามเนื้อ ยังไม่พร้อมกับการทำงานหนัก ทำให้ผมเป็นลมล้มพับไปกับรอยไถ ถ้าหากว่าท้องนา ณ ตอนนั้นมีน้ำขังผมคงไม่ได้มานั่งเขียนเรื่องราวให้ท่านได้อ่าน

 

พ่อไปไหน? ตั้งแต่เช้าตรู่

 

ผมเป็นมนุษย์ที่เกิดจากท้องแม่ ผลสำเร็จจากน้ำเชื้ออันแข็งแรงของพ่อ การลืมตาบนโลกในยุคสมัยนั้นจะต้องอยู่กรรม บุรุษผู้เป็นพ่อจะต้องหาฟืน ต้นกล้วย ขนดินเพื่อทำเป็นที่พิงพักในการอยู่ไฟให้กับภรรยา และลูก ผู้เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ อาหารที่ดีที่สุด มีคุณค่าที่สุดในตอนนั้น คือ ปั้นข้าวจี่โรยด้วยเกลือ (ตามความเชื่อว่าหากไม่ทำ ประเดี๋ยวจะผิดกรรม) แต่สิ่งที่ผมจดจำได้เป็นอย่างดี คือ เรามีญาติพี่น้องที่คอยเป็นห่วง คอยช่วยเหลือ มีอะไรก็แบ่งปันกัน ตามบริบทของครอบครัวขยาย…มโนภาพดูเหมือนว่า ครอบครัวเราจะมีความสุขแล้วนะ แล้วพ่อไปไหนตั้งแต่เช้าตรู่…

 

ช่วงเวลาที่ผมรู้สึกอบอุ่นที่สุดในชีวิต คือ การมุดเข้าไปในช่องขาของพ่อ (ค่ำคืนที่ลมหนาวมาเยือน) มันทำให้ผมรู้ว่า พ่อรักผมมาก…แม้ท่านจะไม่เคยเอ่ยปาก ไม่เคยแสดงออกว่ารักลูกเลย จนจวบลูกของพ่ออายุครึ่งคนแล้ว และนั่นก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผมได้สัมผัสก่อนที่พ่อจะลุกขึ้นจากที่นอน เพื่อปฏิบัติภารกิจตั้งแต่เช้าตรู่…การทำงานตั้งแต่ ตี 5 จนกระทั่งถึง 10.00 น. มันเป็นเวลาที่นานเกินไปสำหรับพลังงานที่หลงเหลืออยู่ ไม่แปลกหรอกที่พ่อกับแม่จะมีปากเสียงกันบ่อยๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าทั้งสองท่านมองภาพต่างมิติกัน…

 

ทุกท่านลองนึกดูนะครับว่า กว่าที่แม่จะเตรียมอาหาร จัดแจงให้ลูกทั้ง 4 คนไปโรงเรียนได้ มันเป็นอะไรที่ชวนให้คิดเหลือเกิน ผมเคยตั้งคำถามในตอนเด็กว่า…พ่อไปไหนตั้งแต่เช้า คำตอบที่ผมได้รับจากการสังเกต และเฝ้ามอง คือ ความเป็นวิถีชีวิตชาวนานั้น เป็นการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมากๆ คือ การตื่นเช้า หาอาหารตามฤดูกาล

 

ค่าใช้จ่ายแทบจะไม่ต้องใช้ (ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว) แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด…การทำงานตั้งแต่เช้าตามบริบทของชาวนามันก็มีประโยชน์โดยนัย อาทิ มีระยะเวลาในการทำงานเพิ่มขึ้น อากาศเย็นสบาย อย่าลืมนะครับว่า…แค่ระยะเวลาในการฟาดข้าวในสมัยก่อนจะต้องใช้เวลากว่า 4 เดือนเลยทีเดียว ผลอันเกิดจากการที่พ่อออกไปไหน มาไหนแต่เช้า คือ…ปากท้องของลูก และคนในครอบครัว นั่นเอง

 

อาวุธ ของพ่อ

 

จอบคู่ใจ มีดโค้งด้ามยาว และผ้าขาวม้า คือสิ่งที่ติดตัวพ่ออยู่บ่อยๆ เนื่องจากขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนทำนานั้น มีองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น คราด แอก ไถ และอุปกรณ์ต่างๆ การได้มาซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวมันไม่ง่ายนัก พ่อจะต้องตื่นตั้งแต่เช้ามุ่งหน้าสู่ท้องนาใช้จอบขุดรอบๆ รากไม้เนื้อแข็ง ใช้มีดคู่ใจตัดทีละเล็กที่ละน้อย ก่อนจะแบกท่อนไม้ขึ้นมาเก็บรายละเอียดให้รองรับคอเจ้าทุย (เมื่อถึงฤดูกาลหน้า…ก็มักจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำๆ เนื่องจากไฟป่าไหม้เครื่องมือในการทำนา) ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม? พ่อไม่แบกกลับบ้าน เหมือนที่ท่านคิด…(มีโอกาสจะถามท่านเหมือนกัน) อุปกรณ์ที่ผมได้กล่าวมาเป็นหนึ่งในหลายๆ สิ่งที่สำคัญในการกำหนดทิศทางของเจ้าทุย คีย์แมนหลักที่มีผลต่อระยะเวลาการทำนาของเราปีนี้จะเสร็จช้าเสร็จเร็ว นั่นเอง

 

ปัญหาน้ำหลาก นะไม่ใช่น้ำแล้ง

 

ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2537 (ย้อนกลับไปนานมาก) การทำนาของชาวนาในยุคนั้นใช้เวลานานมาก เพราะการเข้ามาของเครื่องจักรยังคงน้อยมาก และสิ่งที่สวยงามที่สุดในการทำงานยุคนั้น คือ ควายคือพระเอก มูลของเขาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างตั้งแต่เป็นปุ๋ยในท้องนาตามธรรมชาติ ไปจนถึงทำลานตากข้าวเลยทีเดียว หากมองเรื่องต้นทุนด้านเวลา เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องจักรสามารถทุ่นเวลาได้มากๆ แต่เราก็ทัดทานไม่ได้เหมือนกันว่า…เครื่องจักร ทำให้ต้นทุนมากขึ้น ระบบนิเวศเปลี่ยนไป…เมื่อไม่มีปุ๋ยตามธรรมชาติ อัตราการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีก็มากขึ้นไปตามไปด้วย ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการที่ชาวนาในปัจจุบันใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้นก็คือ ปริมาณน้ำฝนที่เว้นช่วงทำให้ยากต่อการตรึงน้ำในนาหลังจากที่ข้าวต้นกอได้แล้วนั่นเอง…

 

เสียงเตือนจากท่านศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และราษฎรอาวุโส ได้กล่าวในงานประชุมวิชาการฯ ที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ท่านได้กล่าวไว้ว่า…ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคข้าวยาก หมากแพง ผู้คนจะแก่งแย่งอาหาร สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ฯลฯ

 

สภาพฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล ณ เดือน กรกฎาคม 2558 ซึ่งน้ำในดินยังไม่เกิดการอิ่มตัว เป็นสัญญาณภัยแล้งที่เป็นห่วง ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนสิ่งที่ชาวนาวิตกกังวลคือ น้ำหลาก จะต้องระบายน้ำออกให้ทันก่อนข้าวจะตาย…

 

ทำไมชาวนา ถึงไม่ร่ำรวย

 

ผมหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน…นิยามของคำว่า ร่ำรวย เริ่มต้นจากการที่เรามีรายได้ หรือ รายรับ มากกว่า รายจ่าย/เดือน 10 เท่า หากจะนำคำว่ารวยมาใช้กับวิถีชีวิตชาวนามันคงจะไม่ใช่เรื่อง ผมไม่ได้หมายความว่า ชาวนาไม่มีโอกาศร่ำรวยนะครับ เพียงแต่ผมจำไม่ได้ว่า…ตอนที่พ่อกับแม่ทำนา ท่านพูดคำว่า ร่ำรวย สักกี่ครั้งในชีวิต แต่สิ่งที่ท่านพร่ำสอนอยู่เสมอๆ คือ รับราชการ และเป็นเจ้าเป็นนายนะลูก (สิ่งที่อยากจะให้ทุกท่านย้อนคำนึงก็คือว่า…ลองนึกภาพครอบครัวที่มีลูกอย่างน้อย 8-10 คน และแต่ละคนก็มีลูกหลานไม่ต่ำกว่าคนละ 2-4 คน ผมลองนับนิ้วดูครอบครัวขยายในอดีตสมาชิกในครอบครัวเกือบจะครึ่งร้อยเลยทีเดียว ต่อให้มีเนื้อที่ 100 ไร่ ก็ไม่สามารถทำให้รวยได้) และนี่อาจเป็นที่มาของการรณรงค์คุมกำเนิด ซึ่งได้ผลตราบปัจจุบัน คนที่เรียนจบสูงๆ เรียนเก่งๆ ได้ทำงานดีดี มักจะไม่มีลูก…ในทางกลับกันต่อไปจะมีการรณรงค์ให้มีลูกเพื่อปรับฐานประชากรให้สมดุล นั่นเอง…

 

หมุนเวียน วางแผน และประเมินมูลค่า

 

การทำนา ของชาวนาในอดีต ไม่ได้อาศัยปัจจัยทางการตลาดมากมายนัก ความคาดหวังหนึ่งเดียวคือรัฐบาล อย่างว่าละครับ…ท่านไม่ได้คิดที่อยากจะร่ำรวยเหมือนเราในปัจจุบันที่ดิ้นรนทุกทางเพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน เงินมาก คุณภาพชีวิตดี เงินมาก มีทางเลือกมาก เงินมาก สบายใจ…ต่างๆ นานา ก่อนที่จะเข้าสู่ทิศทางของการวางแผน หมุนเวียน และประเมินมูลค่า เรามาดูข้อจำกัดที่ผมมองว่าเป็นการส่งต่อความจนให้กับลูกหลาน ยกตัวอย่าง

 

ครอบครัวที่ 1 : โอนที่ดิน 50 ไร่ให้กับลูกตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย (เนื่องจากวิถีการปฏิบัติสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น ชาวบ้านเรียก คนมีมูล)

 

ครอบครัวที่ 2 : ทั้งชีวิตมีที่ดินอยู่ 20 ไร่ ลูกอายุจะ 60 ปี ยังไม่สามารถโอนให้ได้ (เพราะเกรงว่าจะไม่มีใครเลี้ยง ฤ ลูกคนใดคนหนึ่งยังไม่สามารถตั้งตัวได้ เกรงว่าจะขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย)

 

ด้วยตนทุนมรดกที่แตกต่างกัน…เราไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้หรอกครับว่า ใครรวยกว่าใคร…เอาละครับ เรามาเข้าสู่เรื่องราวของการหมุนเวียน วางแผน และประเมินมูลค่า กันดีกว่า

 

จริงๆ เราไม่ต้องอ่านหนังสือวิชาการระดับเทพ อะไรหรอกนะครับในเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาด มันก็มีเพียง 3 ปัจจัย ที่กระทบต่อรายได้ของเรา คือ ลดต้นทุน กระตุ้นผลผลิต และติดตามแนวโน้มทางการตลาด ยกตัวอย่าง ตลาดต้องการมะนาว คนก็แห่ปลูกมะนาววงบ่อกันอย่างมากมาย จนลืมนึกไปว่าคนที่บริโภคมะละกอทั้งผลสุก และผลดิบ นั้นมากยิ่งกว่า…

 

แต่ส่วนใหญ่ ชาวนา ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างฐานะจนร่ำรวย มักจะเกิดจาการศึกษาข้อมูลในสิ่งที่ตนสนใจ รักที่จะทำ ใส่ใจทุกขั้นตอน บนเส้นทางแห่งความท้าทายนำผลลัพธ์อันหอมหวานมาสู่อ้อมอกของคนที่ทำเกษตรอยู่เสมอๆ ท้ายที่สุด…ผมก็ได้แต่คาดหวังว่า ฝนจะตกลงมา คืนความชุ่มฉ่ำให้กับผืนนาที่กำลังแตกเขิบ…เป็นกำลังใจให้ชาวนาทุกท่าน ครับ ขอให้ผ่านวิกฤตอันใหญ่หลวงครั้งนี้ไปอย่างปกติสุข และค้นพบหนทางสู่การสร้างรายได้หลักล้าน ตามลำดับ

 

ปล.ภาพประกอบบทความ Location : ทุ่งนาบ้านตาลชุม อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย

บทความ
กระติ๊บข้าว สปป.ลาว VS กระติ๊บข้าว ไทย ณ ตลาดเปงจาน อ.รัตนวาปี
กระติ๊บข้าว สปป.ลาว VS กระติ๊บข้าว ไทย ณ ตลาดเปงจาน อ.รัตนวาปี

กระติ๊บข้าว สปป.ลาว   พักหลังๆ ผมรู้สึกชอบการนำเสนอเรื่องราว ข่าวสาร ผ่านทางวิทยุยามเช้าซะแล้วสิ ยกตัวอย่าง เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา…ระหว่างที่สายตาเพ่งมองไปยังเบื้องหน้า มือประครองพยุงพวงมาลัยให้รถวิ่งตามช่องทาง หูสดับฟังรายการ good morning AEC จัดรายการโดย ชาย-หญิง จากคลื่นวิทยุแห่งหนึ่ง ซึ่งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ มาเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ในหลายๆ ประเทศที่เขามีการปฏิรูปประเทศก่อนหน้าเรา ผมขอสรุปประเด็นสั้นๆ ได้แก่ การตั้งยุทธศาสตร์ระดับประเทศที่ชัดเจน อาทิ เกาหลีใต้ : พัฒนา samsung ขึ้นแท่นระดับโลก สปป.ลาว : แบตเตอรี่ของเอเชีย สิงคโปร์ : จะไม่นำเข้าน้ำในอีก 60 ปี เหลือเวล ...

แต่งหน้าเจ้าสาว บึงกาฬ ช่างทำผม โดย : ร้านแสนรักเวดดิ้งสตูดิโอ
แต่งหน้าเจ้าสาว บึงกาฬ ช่างทำผม โดย : ร้านแสนรักเวดดิ้งสตูดิโอ

แต่งหน้า ทำผม และเช่าชุด   บุรุษหนุ่มว่าที่บัณฑิต…จับจองคิวแต่งหน้ารับปริญญา และทำผม เวลา 04.00 น. ณ ร้านทำผม และแต่งหน้าแห่งหนึ่งใกล้ๆ มหาวิทยาลัย พอถึงเวลาจริงๆ สายตากว่า 20 คู่ ของว่าที่บัณฑิตสาวๆ ที่กำลังจ่อคิวอยู่ จ้องจดมาที่เรา ผู้ชายที่หน้าตาดีที่สุดในร้าน   นั่นเป็นเหตุการณ์….ครั้งแรกที่ผมรู้จัก และมีประสบการณ์เกี่ยวกับ การแต่งหน้า ทำผม ด้วยแรงกระทบจากสายตากว่า 20 คู่ ทำให้ผมหนีห่างร้านเสริมสวยนานหลายปี หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการดูละครทีวีหลังข่าว สิ่งที่เราจะเห็นอยู่บ่อยๆ ก็คือ ...

อนุบาลรัตนบัณฑิต  ความลงตัว 3 หุ้นส่วน ครู ผู้ปกครอง และผู้บริหาร
อนุบาลรัตนบัณฑิต ความลงตัว 3 หุ้นส่วน ครู ผู้ปกครอง และผู้บริหาร

โรงเรียน อนุบาลรัตนบัณฑิต   ช่วงสายๆ สายฝนกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง ระหว่างนี้ผมกำลังมโนดั่งกับพระเอกในละครว่า…ทำไม? ไม่เหลือที่ว่างสำหรับจอดรถ ทั้งๆ ที่ผมมาทำงานเช้าว่าปกติตั้ง 30 นาที อืม…น่าแปลกใจ…สงสัยจะมโนจริงๆ อย่างไรเสียชีวิตท่ามกลางสายฝน คนส่วนใหญ่ต่างเร่งรีบ และจะงัดเอาความคล่องตัวทั้งหมดที่มีเพื่อหลีกเลี่ยงสายฝน…แต่สำหรับผมแล้ว  เหตุการณ์ลื่นไถลท่ามกลางสายตาสาวๆ เมื่อครั้งกระโน้น…ทำให้ก้าวเดินอย่างมาดมั่น แทนที่จะพริ้วไหว…   เอาล่ะครับ…วันนี้ไม่ได้ชวนท่านมาเดินเล่นกลางสายฝนอย่างเดียว แต่ ...


อ่านทั้งหมด ..
ขึ้นด้านบน