สะดือแม่น้ำโขง (วัดอาฮงศิลาวาส) แหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจเชิงพุทธ

  19 ตุลาคม 2559 10:01    ที่เที่ยว    www.บึงกาฬ.com    อ่าน 4652  

สะดือแม่น้ำโขง

 

สะดือแม่น้ำโขง  (วัดอาฮงศิลาวาส)

 

ก่อนค่ำคืนของวันออกพรรษา 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี ชาวไทยพุทธจากทั่วประเทศกลุ่มหนึ่งมักจะเดินทางสู่ภาคอีสาน จุดมุ่งหมายเพื่อชมปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “บั้งไฟพญานาค” ลูกไฟที่ลอยตัวจากผิวน้ำของลำน้ำโขง พุ่งสู่ผืนฟ้า ในยามค่ำคืน ความสวยงามและเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาเรื่องพญานาคที่มีแหล่งพำนักอยู่ใต้ลำน้ำโขง การอยู่จำศีลและการพ่นไฟเพื่อบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนวันออกพรรษา และสถานที่ที่เกิดปรากฏการณ์ก็จำเพาะอยู่ระหว่างจังหวัดหนองคายและจังหวัดบึงกาฬ เท่านั้น และแน่นอนว่า สถานที่หนึ่งที่ผู้คนจะไปเยือนกันก็คือ วัดอาฮงศิลาวาส สถานที่เชื่อกันว่า  ที่นี่คือ ”สะดือแม่น้ำโขง” มีรูปปั้นพญานาคตัวโตปรากฏอยู่เป็นสัญลักษณ์

 

การเดินทาง

 

            จากจังหวัดหนองคาย ถ้ามุ่งหน้าไปตามทางหลวงหมายเลข 212 นักท่องเที่ยวจะเดินทางผ่านอำเภอโพนพิสัย เพื่อเข้าสู่อำเภอปากคาดของจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดที่ว่ากันว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะกลายเป้นแหล่งที่เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทย ลาว และเวียดนาม ส่วนจะจริงดังว่าหรือไม่ก็ต้องคอยดูกันต่อไป

 

สะดือแม่น้ำโขง

 

            วัดอาฮงศิลาวาส นี้อยู่ก่อนถึงตัวจังหวัดบึงกาฬประมาณ 21 กิโลเมตร มีพื้นที่ติดลำน้ำโขงเป็นแนวยาว และมีความเชื่อกันว่า ที่หน้าวัดนั้นคือจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง ชนิดที่ว่า ความลึก 200 เมตร ยังอาจนับว่าน้อยเกินไป จึงเรียกว่า ที่นี่คือ สะดือแม่น้ำโขง อีกทั้งปรากฏการณ์เกี่ยวกับกระแสน้ำวนรูปกรวยขนาดใหญ่ของที่นี่ ยังสร้างความแปลกตา ตื่นใจให้กับผู้พบเห็นอยู่เสมอ กระแสน้ำไหลวนที่ว่านี้ หากว่ามีพวกเศษไม้ ใบไม้หรือวัตถุเล็กๆ ติดอยู่ก็จะถูกกระแสน้ำหมุนวนเป็นรูปกรวย หมุนอยู่ประมาณ 20-30 นาทีแล้วจึงหลุดเคลื่อนไปในที่อื่น บริเวณส่วนนี้ตรงกับจุดหน้าอุโบสถของวัด จึงทำให้เชื่อว่าที่นี่คือ จุดที่เป็น สะดือแม่น้ำโขง

 

ทิวทัศน์บรรยากาศ

 

            รั้วโปร่งเป็นแนวทอดขนานไปกับแนวแม่น้ำ มีสัญลักษณ์รูปปั้นพญานาคตัวโตปรากฏอยู่ ศาลาทรงไทยยกตัวสูงขึ้น มีบันไดไม่กี่ขั้น เป็นจุดนั่งพักและชมวิวแม่น้ำ เบื้องหน้าคือความเวิ้งว้างกว้างใหญ่ของแม่น้ำโขง หากไปในเวลาที่แดดไม่ร้อน ลมเย็นพัดจากแม่น้ำแตะต้องผิวกายก็สร้างความสดชื่นและบรรเทาอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทาง นักท่องเที่ยวจะหามุมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกว่า ได้มาเยือน สะดือแม่น้ำโขงแล้ว

 

ความเป็นมาของวัดอาฮงศิลาวาส

 

            ตามประวัติความเป็นมาของที่นี่ เล่าว่า วัดอาฮง แห่งนี้ แต่เดิมเคยเป็นเพียงสำนักสงฆ์ ส่วนสถานที่ก่อตั้งนั้นยังเป็นลักษณะเต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบ เป็นสำนักสงฆ์ในป่า ก่อนปี 2506 ได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยหลวงพ่อลุน แต่หลังจากท่านมรณภาพไปในปี 2506 แล้วก็ไม่มีพระภิกษุสงฆ์มาอยู่ประจำ ได้แต่เป็นที่พำนักเพียงชั่วคราวของพระธุดงค์ที่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น จวบจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2517 เมื่อหลวงพ่อสมาน สิริปญฺโญ (พระนิเทศศาสนคุณ) เจ้าอาวาสวัดบุญเรืองสุวรรณาราม อ.เมือง จ.หนองคาย (ก่อนจะแยกเป็นจังหวัดบึงกาฬ ที่นี่อยู่ในจังหวัดหนองคายเช่นกัน) ได้แวะไปพบเข้า และเห็นสภาพที่ค่อนข้างรกร้าง มีเพียงแม่ชีอยู่ดูแล จึงได้พาคณะสาธุชนผู้ศรัทธาเข้าร่วมบูรณะวัดนี้ให้ดูดีขึ้น เหมาะสมกับสถานที่อันร่มรื่น และใช้ประโยชน์ต่อพระศาสนาได้สืบไป และตั้งชื่อใหม่ว่า วัดอาฮงศิลาวาส

 

วัดอาฮงศิลาวาสในปัจจุบัน

 

            ความที่เป็นวัดที่อยู่ใกล้จุดที่เป็นสะดือแม่น้ำโขง เชื่อมต่อกับอีกสองประเทศ และตำนานเรื่องเป็นจุดรวมของเหล่าปลาบึกและชุมนุมพญานาคในช่วงวันออกพรรษา ที่นี่นอกเหนือจากเป็นที่เคารพบูชา เดินทางไปกราบไหว้ของชาวไทยแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็นิยมมาเยือนไม่แพ้กัน

 

            จากบริเวณแก่งอาฮงซึ่งเป็นที่ตั้งของวัด เมื่อมองข้ามไปยังฝั่งลาวก็จะเห็นเจดีย์สีทองตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนหินขนาดใหญ่ เหนือขึ้นไปคือแมกไม้สีเขียวชอุ่ม ป่าที่ยังหนาแน่น เลยขึ้นไปกว่านั้นคือ ภูเขาสลับซับซ้อน ในวันที่อากาศโปร่ง สีสันเหล่านี้จะตัดกัน เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามยิ่ง

 

สถาปัตยกรรม

 

            จุดเด่นของสถาปัตยกรรมที่วัดแห่งนี้ก็คือ อุโบสถหินอ่อน ตั้งอยู่บนพื้นที่เนิน รูปทรงไทยประยุกต์ บันไดทางขึ้นที่ทอดยาว มีพญานาคทอดตัวยาว ต้อนรับอยู่ทั้งสองฝั่งบันได

 

            ภายในมีการตกแต่งแบบเรียบง่าย ทันสมัยต่ดูสงบงาม พระพุทธควานันท์ศาสดา เป็นพระประธานลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธชินราช ดวงไฟเพดานหรูหราเพิ่มศรีสง่าและไม่ระรานอารมณ์สงบ พื้นโบสถ์ปูพรมงดงาม เหมาะที่จะนั่งสวดมนต์ หรือเจริญภาวนาในคราที่ได้ไปเยือน

 

            นอกจากนั้น ในบริเวณรอบของวัด ยังถูกตกแต่งอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นศาลา รั้วระแนงที่ตัดกับสีเขียวของต้นไม้ใหญ่ ผืนหญ้า และบ่อน้ำ

 

            ที่นี่จึงเหมาะที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจเชิงพุทธ และเป็นหน้าตาของจังหวัดบึงกาฬที่อยากชวนเชิญทุกท่านแวะไปเยี่ยมชม โดยเฉพาะในคืน 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี ที่พญานาคพ่นลูกไฟดวงกลมบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรียกว่า ชมบั้งไฟพญานาค

บทความ
ศาลาแก้วกู่ สถาปัตยกรรม เทวลัยปางต่างๆ เล่าเรื่องราวในสมัยพุทธกาล
ศาลาแก้วกู่ สถาปัตยกรรม เทวลัยปางต่างๆ เล่าเรื่องราวในสมัยพุทธกาล

ศาลาแก้วกู่   ศาลาแก้วกู่ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากๆ กล่าวคือ ภายใน ศาลาแก้วกู่จะมีสถาปัตยกรรมเทวลัยปางต่างๆ มากมายหลายร้อยปาง ซึ่งเทวลัยแต่ละปางจารึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โอกาสนี้ขอนำเรื่องราวที่พอจะเก็บรายละเอียดมาได้ นำมาฝากเพื่อนๆ ที่ต้องการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นก่อนเดินทางมายัง ศาลาแก้วกู่ จริงๆ ในเร็วๆ นี้ ดังนี้   ก่อนที่ผมจะเดินทางมายัง ศาลาแก้วกู่ ตั้งใจว่าจะถ่ายภาพทุกภาพ และเรื่องราวทุกคำมาเขียนในเว็บแห่งนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่อาจจะทำได้ ฤ แม้ผมจะทำได้จริงๆ ก็เห็นว่าไม่เป็นกา ...

ที่พัก เขื่อนอุบลรัตน์ กับ โลเคชั่นยอดฮิต ณ ลิตเติ้ลบ๊อกซ์ โฮเต็ล
ที่พัก เขื่อนอุบลรัตน์ กับ โลเคชั่นยอดฮิต ณ ลิตเติ้ลบ๊อกซ์ โฮเต็ล

ที่พัก เขื่อนอุบลรัตน์   เช้าวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2558 รุ่งอรุณหลังได้ไปเยือน ที่พัก เขื่อนอุบลรัตน์ แห่งหนึ่ง ระหว่างที่ผมกำลังขับรถเดินทางเพื่อตอกบัตรตามวิถีคนทำงานประจำ มีเงินเดือน แต่ไม่รู้เหลือเท่าไหร่ (เหอะๆ) ผมนึกขึ้นได้ว่าจะเขียนรีวิวที่พักดังกล่าวอย่างไร ให้เพื่อนๆ ได้เห็นภาพ สามารถวิมานได้ว่า ที่แห่งนี้สุขใจ มีสไตล์ และน่าพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดยาวนี้   ภาพที่ทำให้ผมเกิดไอเดียในการเขียน ก็คือ ภาพเหล่ารถเก๋ง กระบะ แวน นานายี่ห้อจอดเรียงรายกันเต็มพื้นที่ข้างๆ ร้านกาแฟกลางทุ่งนา มันเกิดอะไรขึ้น ฤ กระแสร้านกาแฟ ที ...

หม้อน้ำรถยนต์ อุดรธานี ยูเนี่ยน หม้อน้ำ…ณ ตลาดรังสิณา จังหวัดอุดรธานี
หม้อน้ำรถยนต์ อุดรธานี ยูเนี่ยน หม้อน้ำ…ณ ตลาดรังสิณา จังหวัดอุดรธานี

หม้อน้ำรถยนต์ อุดรธานี   “คนใบ้โบกมือขอขึ้นรถ…ภิกษุบิณฑบาตรการเดินทาง และอุบัติเหตุระหว่างทาง เป็นสิ่งที่เราไม่อาจเลี่ยงได้เลย แม้ว่าการสนองตอบเหตุการณ์จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละบุคคล”   ความเอื้ออาทรของคนไทยบ่อยครั้งที่กลายเป็นเหยื่อของเหล่าผู้ไม่ประสงค์ดี..แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมดหรอกนะครับ เราลองนึกภาพที่ไหลผ่านประสาทสัมผัสของเราในแต่ละวันจะพบว่า สังคมไทยยังมีความงดงามทางด้านวัฒนธรรมอยู่พอสมควร ยกตัวอย่าง การคำนับขอบคุณรถที่ชะลอให้ข้ามถนน ฤ ให้รถจักรยานยนต์ไปก่อน การชะลอรถให้คนข้ามถนน การหยุดรถให้รถคันข้างหน้าที่เข้ ...


อ่านทั้งหมด ..
ขึ้นด้านบน