“ลงแขกเกี่ยวข้าว…แทบไม่มีให้เห็น” ทำนารวม…คุณค่าเชิงอนุรักษ์….วัดโพธิ์ชัยศรี

เสียงพร่ำของเด็กน้อยคนหนึ่ง…“ฉันเป็นลูกชาวนา ฉันสามารถอธิบายกระบวนการทำนาได้อย่างละเอียด ฉันสามารถทำคู่มือในการทำนาในแบบของคุณพ่อคุณแม่ของฉันทำ และฉันยังจดจำความรู้สึกเหล่านั้นได้ดี”

รูปแบบการทำนากำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “เกลี่ยยุค” อธิบายตรงตามตัว คือ การทำนาจะพุ่งเ้ข้าสู่การพึ่งเครื่องจักรมากยิ่งขึ้น โดยการเกลี่ยผืนนาเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ พอจะอธิบายความแตกต่างระหว่างการทำนาสมัยเก่าเปรียบได้กับการนวดแผนไทยด้วยมือ เข่า ศอก ส่วนการทำนาสมัยใหม่ก็เปรียบได้กับการใช้เครื่องนวดที่สามารถทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีปลั๊กไฟ สิ่งที่เลือนหายไปอย่างเห็นได้ชัดคือความละเอียดอ่อนแห่งวัฒนธรรมที่ผู้เฒ่าผู้แก่วางกุศโลบายไว้ว่า ให้สามัคคีกัน…สามารถวาน ลงแขก ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากประเด็นหลังผุดเราจะสนุกกับการทำนาไปเสียอย่างนั้น…

หากไม่มีใครอนุรักษ์ไว้คงจะไร้ซึ่งเพลง “เกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว…” เพลงลงแขกเกี่ยวข้าวอย่างแน่นอน ในขณะที่เรายืนอยู่กึ่งกลางระหว่างเหวลึก กับ น้ำทะเลที่สดใส ยังมีกลุ่มชุมชนเล็กๆ ณ วัดโพธิ์ชัยศรี อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ เริ่มก่อร่างสร้างวัฒนธรรมเชิงอนุรักษ์ให้คงไว้

นายอำเภอนำ นายกอบต.หนุน ผู้ใหญ่บ้านประสาน และที่สำคัญชมรมผู้สูงอายุจากทุกหมู่บ้านช่วยตีแผ่ เป็นปีที่ 5 จนชาาวบ้านพูดเปรยๆว่า มันกลายเป็นประเพณีที่ต้องทำทุกปีไปเสียแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ภาพเหล่านี้ได้ฉายซ้ำๆ ให้กับน้องๆ นักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนบ้านนาสะแบง โรงเรียนภูทอกวิทยา โรงเรียนบ้านดงเกษม และโรงเรียนบ้านนาแสง

คงไม่ต้องอธิบายเป็นเนื้อหาอะไรยืดยาว สำหรับเด็กๆ ที่จะได้สัมผัสด้วยตนเองว่า ข้าวแม้เพียงเมล็ดเดียว….ยากแค้นกว่า่จะได้มา…ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในชีิวิตที่พวกเขาจะจดจำอย่างมิรู้ลืม….
ภาพ และเนื้อหา : Facebook พระมหานิรันดร์ เนวนิต










