บึงกาฬ…ประตูสู่อารยธรรม “วังเวียง” ยันหลวงพระบาง (ยังไม่เคยใช้เส้นทางจากบึงกาฬ)

การที่เราจะเล่่าทิปเกี่ยวกับเรื่องราวสิ่งน่าสนใจต่างๆ ที่เราประสบพบเจอนั้นไม่ใช่เพียงเห็นแว๊บๆ แล้วก็หยิบมาปะสอยห้อยต่อ (อย่าเอาอย่างผู้เขียนเลย…) เป็นธรรมดาสำหรับบล็อก หรือ เว็บที่กำลังเจริญเติบโตที่เห็นใบไม้ปลิวก็มักจะนำมาเขียนเล่าให้เราฟัง แต่น่าแปลกที่พวกท่านก็ชอบอ่านกันทั้งๆ ที่เคยเห็นใบไ้ม้ปลิวเหมือนกัน…กาลเวลาเปลี่ยน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน ย่อมสร้างจุดสนใจได้เสมอๆ คิดอย่างนั้น
วันนี้คงไม่ได้เป็นการพาเที่ยว พากิน อะไรมากมายนัก หยิบเอาเรื่องราวตามกระแสการท่องเที่ยว ณ จังหวัดบึงกาฬ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรมแดนระหว่างอารยธรรมที่หลายท่านต่างตั้งตารอคอยที่่จะก้าวย่างเยือนลิ้มชมบรรยากาศวันแล้ววันเล่า คำถามที่ขาโจ๋นักท่องเที่ยวจ๋ามักจะถามคือ “จากบึงกาฬ ถึงวังเวียง หรือ หลวงพระบางระยะทางไกลแค่ไหน”
จำได้ว่าครั้งแรกที่พวกเราเดินทางสู่ “วังเวียง” ใช้เวลาตั้งแต่เช้ากว่าจะถึงวังเวียงเกือบหนึ่งทุ่ม (ตอนนั้นใช้เส้นทาง ตั้งต้นที่จังหวัดหนองคาย) หากให้กะ หรือ ประมาณระยะทางคร่าวๆ น่าจะประมาณเกือบ 300 กิโลเมตรเห็นจะได้ แต่เล่ากันว่า การเดินทางจากบึงกาฬสู่เวียงจันทร์ เดินทางต่อไปวังเวียงประมาณ 280 กิโลเมตร นั่นหมายความว่าระยะทางไม่แตกต่างกันใช่หรือไม่ (อันนี้เป็นเีพียงคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ…เอาไว้คราวหน้าเราจะลองใช้เส้นทางตั้งต้นที่บึงกาฬดู) ตกลงจะพูดทำไมละนี่….

ภาพเมื่อสมัย 5 ปีก่อนเห็นจะได้ เมื่อครั้งที่พวกเราเข้าทำงานใหม่ๆ ยังละอ่อนกันทั้งนั้น อีกอย่างเนื่องจากเราเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่จึงใ้ช้เวลาไปกับการเดินทางมากกว่าการเก็บรายละเอียดปลีกย่อย หรืออาจจะเป็นเพราะช่วงนั้นยังไม่ได้เขียนเว็บอย่างจริงจังเท่าทุกวันนี้ก็อาจจะเป็นได้ การแวะเยือนแถวๆ ตลาดเช้าของฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ถือเป็นจุดยอดนิยมที่ใกล้ที่สุดแล้วละ แต่ร่องรอยแห่งกลิ่นไอความเป็นอารยธรรมอาจมีการขยับขยายใกล้เคียงกับบ้านเราขึ้นเรื่อยๆ

เจดีย์วัดพระธาตุหลวง..ซึ่งเป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมใจ รวมศรัทธาของชาว สปป.ลาว อีกทั้งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่สมัยที่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชได้้ย้ายเมืองหลวงของราชอาณาจักรล้านช้าง หรือจากหลวงพระบางมาอยู่ที่เวียงจันทน์ ทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ ครอบเจดีย์เก่าที่เป็นเทวสถานของขอม เมื่อปี พ.ศ.2109 เรียกได้ว่าวัดพระธาตุหลวงคล้ายนี้กับเมืองไทยที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงโปรดเกล้าให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งพระนคร แน่นอน…สิริมงคลที่ทุกคนไม่ควรพลาด…

เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่พวกเรานั่งอยู่บนรถ แถมรถที่พาไปแอร์เสียอีกต่างหาก เล่นเอาเหงื่อไหลไปตามๆ กัน ดีหน่อยที่แอร์บัสสาวลาวน่ารัก พอให้รู้สึกว่าระยะทางใกล้เข้ามาหน่อย เรียกได้ว่าเราต้องเปลี่ยนรถถึง 2 คน กว่าจะเดินทางถึง วังเวียง หลังจากหลับพักผ่อนชิมเบียร์ลิ้มบรรยากาศข้างๆ สายน้ำที่สงบเงียบ ท่ามกลางขุนเขา ที่แทบไม่เชื่อสายตาเลยว่าจะมีชาวบ้าน และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม
พวกเราได้เดินทางต่อไปที่ถ้ำจัง เป็นถ้ำที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก ชาวบ้านระแวกนี้เล่าว่าหากไม่แวะวัดแห่งนี้…เหมือนจะยังไม่ถึงวังเวียงยังไงยังงั้น ตลอดสายทางมีอดุมด้วยธรรมชาติที่รักษ์ไว้อย่างดี ข้ามสะพานที่ทำให้รู้สึกใจวิวๆ อยู่เหมือนกัน เดินตามสายทางไปเรื่อยๆ เราจะเจอบรรไดกึ่งหินกึ่งปูนทอดยาวขึ้น นักท่องเที่ยวที่ก้าวไปพราง นับไปพรางเล่าว่ามีประมาณ 147 ขั้น ไม่เป็นเราถึงแม้เราจะเหนื่อยแต่ก็เนียน…แวะถ่ายภาพไปเรื่อยๆ

เส้นทางภาพในถ้ำเลี้ยวเคี้ยวคด ร่อยรอยหยักหลากรูปร่าง รูปทรงของหินงอก หินย้อย ผนวกกับไอความเย็นจากเห็น แต่ไม่น่ากลัวอะไรเพราะลำพังทีมเราก็เยอะจนรู้สึกหายใจไม่ทั่วปอด เหอะๆ เนื่องจากมีเส้นทางหลายเส้นที่เวียนวกไปมา แนะนำให้ไปเป็นกลุ่มจะได้ไม่หลง…เงอะ

บรรยากาศ ณ โรงแรมแห่งหนึ่งที่แนบชิดติดกับแม่น้ำสายยาว ขนาบด้วยขุนเขาในเบื้องต้น นั่งจิบกาแฟบางๆ ในช่วงเช้ามีความสุขอย่าบอกใครเชียวละ…

เชื่อว่าผู้หลักผู้ใหญ่ และเพื่อนๆ ที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันคงจะนอนหลับฝันดีกันทุกคน เพราะเป็นเช้าที่สดใสของแต่ละคน….

จำไม่ได้ว่าภาพนี้ถ่ายที่ไหน ….หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นบริเวณจุดขายของฝากต้อนแถวๆ เขื่อนที่ผลิตกระแสไฟฟ้านี่ละ เป็นเป็นว่าหยิบภาพเก่าๆ มาฝากเพื่อนแฟนคลับ บึงกาฬ.com เผื่อจะได้ไอเดียสำหรับทิปวันหยูดยาวที่จะถึง หรือ ทิป…ตามใจฉันกับครอบครัว คนรัก เพื่่อนสนิทมิตรสหาย…สุดแล้วแต่ใจทุกท่านครับ
ปล. ขออนุญาตนำภาพเพื่อนๆ ที่ไปด้วยลงเว็บแห่งนี้คงไม่กล้าว่ากัน….งุงิ










